Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 04:06:22 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

ใช้ใจยันซิจ๊ะพูดมาได้    คิดว่าใช้สิ่งไหนในเบื้องหลัง 

 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:23:18 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๕/๗) ประมวลธรรม : ๖๙.เสขปฏิปทาสูตร

ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์เชิญท้าวมหานามศากยะ ฟังธรรม ๖ อย่าง ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล; ผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย; ผู้รู้ประมาณในโภชนะ; ผู้ประกอบความเพียรเครื่องตื่น; ผู้ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม ๗ ประการ; ผู้ได้ฌานทั้ง ๔  ดังนี้
[๑] ดูก่อนมหานาม อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล อย่างไร
คือ อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สํารวมระวังในพระปาติโมกข์; ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย; สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
~อาจาระ = ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา และทางใจ ความสำรวมระวังในศีลทั้งปวงและความที่ภิกษุไม่เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาอาชีวะ ที่พระพุทธเจ้าทรงตำหนิ
~ โคจร = หมายถึงการไม่เที่ยวไปยังสถานที่ไม่ควรเที่ยวไป เช่น ที่อยู่ของหญิงแพศยา การไม่คลุกคลีกับบุคคลที่ไม่สมควรคลุกคลีด้วย เช่น พระราชา การไม่คบหากับตระกูลที่ไม่สมควรคบหา เช่น ตระกูลที่ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส
[๒] ดูก่อนมหานาม อย่างไร อริยสาวกจึงจะชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
(๒.๑) คือ อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสํารวมจักขุนทรีย์ -> ถ้าไม่สํารวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงํา
-> รักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสํารวมในจักขุนทรีย์
(๒.๒) ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว... (๒.๓) ดมกลิ่นด้วยฆานะแล้ว... (๒.๔) ลิ้มรสด้วยชิวหาแล้ว... (๒.๕) ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว... (๒.๖) รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสํารวมมนินทรีย์ที่ไม่สํารวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงํานั้น ชื่อว่ารักษามนินทรีย์; ชื่อว่าถึงความสํารวมในมนินทรีย์
~อนุพยัญชนะ  = ส่วนละเอียดที่ทำให้กิเลสปรากฏ หมายถึง ส่วนละเอียดของรูปร่างสัณฐาน หรือ ความหมาย ที่จิตคิดถึงจากสภาพธรรมที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เช่นปาก คอ คิ้ว คาง ริ้วรอยของใบหน้าที่เป็นส่วนละเอียดของร่างกาย หรือส่วนปลีกย่อยของวัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำให้กิเลสเกิดขึ้น
~ อายตนะ ภายใน ๖ = ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ
~ อินทรีย์ ๖ = จักขุนทรีย์, โสตินทรีย์, ฆานินทรีย์, ชิวหินทรีย์, กายินทรีย์ และ มนินทรีย์
-> คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย = การสำรวมกรรมทวาร (คือ กาย วาจา ใจ) ในอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
[๓] ดูก่อนมหานาม อย่างไร อริยสาวกจึงจะชื่อว่าเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ
คือ อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้วกลืนกินอาหารไม่ใช่เพื่อจะเล่น; เพื่อจะมัวเมา; เพื่อความผ่องใส; เพื่อความงดงาม; เพียงเพื่อความดํารงอยู่แห่งกายนี้; เพื่อให้กายนี้เป็นไปได้; เพื่อบําบัดความอยากอาหาร เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์; ด้วยคิดว่า จักกําจัดเวทนาเก่าเสียด้วย; จักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้นด้วย; ความเป็นไปแห่งอิริยาบถ ความเป็นผู้ไม่มีโทษ และความอยู่เป็นผาสุกจักมีแก่เรา
[๔] ดูก่อนมหานาม อย่างไร อริยสาวกจึงจะชื่อว่าเป็นผู้ประกอบความเพียรเครื่องตื่น คือ
(๔.๑) เวลากลางวันชําระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้นจิต ด้วยการเดิน การนั่ง (๔.๒) เวลากลางคืน ในปฐมยาม ชําระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้นจิต ด้วยการเดิน การนั่ง (๔.๓) เวลากลางคืน ในมัชฌิมยาม สําเร็จสีหไสยาโดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ มนสิการสัญญาในอันที่จะลุกขึ้น (๔.๔) เวลากลางคืน ในปัจฉิมยาม ลุกขึ้นแล้ว ชําระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้นจิต ด้วยการเดิน การนั่ง
[๕] ดูก่อนมหานาม อย่างไร อริยสาวกจึงชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม ๗ ประการ (ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ) คือ อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้
(๕.๑) เป็นผู้มีศรัทธา = คือ เชื่อความตรัสรู้ของพระตถาคตว่า เพราะทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ; ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ทรงรู้แจ้งโลก; เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า; เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย; เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จําแนกพระธรรม
(๕.๒) เป็นผู้มีหิริ = คือ ละอายกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ละอายต่อการถึงพร้อมแห่งอกุศลธรรมอันลามก
(๕.๓) เป็นผู้มีโอตตัปปะ = คือ สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการถึงพร้อมแห่งอกุศลธรรมอันลามก
(๕.๔) เป็นพหูสูต = ทรงธรรมที่ได้สดับแล้ว สั่งสมธรรมที่ได้สดับแล้ว ธรรมเหล่าใดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรมทั้งหลายเห็นปานนั้น อันท่านได้สดับมามาก ทรงจําไว้ได้ สั่งสมด้วยวาจา ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดด้วยดี

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:20:36 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword
อ้างจาก: ขวัญฤทัย (กุ้งนา) ที่ เมื่อวานนี้ เวลา 08:59:00 PM

มาช่วยยันอีกด้วยไม่ขวยเขิน    น่ารักเกินนะคุณหุ่นน้องหมี  AddEmoticons00916

ใช้อะไรยันนะช่วยบอกที     รู้สึกจุกเต็มที่นิแปลกจัง
 

 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:59:00 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

มาช่วยยันอีกด้วยไม่ขวยเขิน    น่ารักเกินนะคุณหุ่นน้องหมี  AddEmoticons00916

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 01:22:22 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

หมูนี่ไงหนุ่มหล่อขอยืนยัน     แถมหุ่นนั้นกลมนักน่ารักดี
 

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:04:21 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๔/๗) ประมวลธรรม : ๖๙.เสขปฏิปทาสูตร

    ๔๙.อานนท์สิกล่าวอริยะสงฆ์.....................เจาะบ่งตรงลุวิชขา
ถึงพร้อมประพฤติจรณะกล้า.........................เจริญธรรมลุนิพพาน

    ๕๐.กราน"สนังพรหมฯ"กล่าวแท้.................ชุมชน
กษัตริย์เลิศในเทพ,คน..................................แน่น้อม
หากใครแน่วสกล..........................................จรณะ วิชชา
จะประเสริฐสุดพร้อม.....................................ไม่แม้นใครเผย

    ๕๑.คำพรหมสนังฯเจาะภณะแน่ว................ลุดีแล้วมิชั่วเลย
ยังกอปรประโยชน์สิพหุเอ่ย...........................พระพุทธ์องค์ตริถูกแฉ

    ๕๒.พลันแลพระพุทธ์เจ้า............................ลุกหนา
ทรงตรัสอานนท์ครา......................................กล่าวถ้อย
"เสกขปฏิปทา"..............................................เจิดแจ่ม
แลเหล่าศากยะคล้อย....................................ชี่นแล้สรรเสริญ ฯ|ะ

แสงประภัสสร

๓. เสขปฏิปทาสูตร เจ้าศากยะสร้างสัณฐาคารใหม่ : [เล่มที่ 20] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ : มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา https://share.google/jwTQm5Cwih7XjDXlM

วัดนิโครธาราม = เป็นวัดเก่าแก่สร้างตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยพระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคนสร้างถวาย เพื่อเป็นพุทธบูชา และรับเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสด็จกลับนิวัฒน์พระนคร
เจ้ามหานามะ = เจ้าชายในศากยวงศ์ เป็นโอรสของเจ้าสุกโกทนะเป็นเชฏฐภาดา (พี่ชาย) ของพระอนุรุทธะ ได้เป็นราชาปกครองแคว้นศากยะในพุทธกาล (ภายหลังพระเจ้าสุทโธทนะ) และเป็นอุบาสกผู้มีศรัทธาแรงกล้า ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในบรรดาผู้ถวายของประณีต
[ก] เจ้าศากยะสร้างสัณฐาคารใหม่
-> สัณฐาคารใหม่ที่พวกเจ้าศากยะเมืองกบิลพัสดุ์ให้สร้างแล้วไม่นาน ยังมิได้เคยอยู่เลย จึงถวายเป็นที่ประทับ ขอเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบริโภคสัณฐาคารนั้นเป็นปฐมฤกษ์เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่พวกเจ้าศากยะเมืองกบิลพัสดุ์สิ้นกาลนาน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับด้วยดุษณีภาพ
-> ลําดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังพวกเจ้าศากยะเมืองกบิลพัสดุ์ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน; ให้อาจหาญ ให้รื่นเริงด้วยธรรมีกถาตลอดราตรีเป็นอันมาก
-> ทรงตรัสเรียกท่านพระอานนท์มาว่า ดูก่อนอานนท์ ปฏิปทาของเสขบุคคลจงแจ่มแจ้งกะเธอ เพื่อพวกเจ้าศากยะเมืองกบิลพัสดุ์เถิด เราเมื่อยหลัง เราจักเหยียดหลังนั้น ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดให้ปูลาดผ้าสังฆาฏิเป็น ๔ ชั้น สําเร็จสีหไสยา ด้วยพระปรัศว์เบื้องขวา ทรงซ้อนพระบาทเหลื่อมพระบาท มีพระสติสัมปชัญญะ ทรงมนสิการสัญญาในอันที่จะเสด็จลุกขึ้น
[ข] ข้อปฏิบัติของพระเสขะ
เสขปฏิปทา = ปฏิปทาที่เป็นมงคล เป็นปฏิปทาของผู้เจริญในพระพุทธศาสนา เพื่อมุ่งหวังความเป็นมงคลแก่ท้องพระโรง (สันถาคารศาลา) หลังใหม่ และเพราะมีพระเสขบุคคลเป็นอันมากนั่งอยู่ในบริษัท เมื่อตรัสปฏิปทาข้อนี้แล้ว พระเสขบุคคลเหล่านั้นจักกำหนดได้อย่างไม่ลำบาก ทั้งเป็นปฏิปทาที่รวมไว้ซึ่งไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นหัวใจ เป็นข้อปฏิบัติหลักในพระศาสนา เพราะเหตุดังกล่าวมานี้พระผู้มีพระภาคจึงทรงกำหนดตรัสเสขปฏิปทาสูตรในกาลนี้

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 30, เมษายน, 2569, 07:44:32 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๓/๗) ประมวลธรรม : ๖๙.เสขปฏิปทาสูตร

    ๓๓.สงฆ์บรรลุ"ฌานตติยะ"พา..................."อุเบกขา"ซิกลางแล
สงฆ์อยู่สิสุขเพราะสติแท้..............................ปะคำเสริญวะสุขหนา

    ๓๔.คราลุฌานสี่แล้ว.................................สภาพไกล "ทุกข์สุข"
เพราะตัด"ทุกข์,สุข"ไส..................................ผลักพ้น
"โสมนัส,โศก"ดับไว.......................................ไปแน่ว
"อุเบกขา"เหลือด้น........................................แม่นแล้"สติ"มี

    ๓๕.ดูก่อน"มหาฯ"อริยะสงฆ์.......................เหมาะ"ศีล"บ่ง,เจาะอินทรีย์
"ภัตรรู้ประมาณ"มิพหุชี้.................................ซิ"เพียรตื่น"ตลอดเผย

    ๓๖.เปรยสงฆ์ประกอบพร้อม...................."ปุริสธรรม" เจ็ดแล
คนมุ่งดีเลิศนำ..............................................เก่งแท้
ละฌานหนึ่งถลำ..........................................ฌานสี่ ตามมา
โดยง่ายมิยากแล้.........................................สุขน้อมหทัยใส

    ๓๗.เป็น"เสขะมีปฏิปทา"...........................จะศึกษาพระธรรมไว
พร้อมคุณธรรมก็ดุจะ"ไข่"............................มิเน่า,ปลอดกิเลสหนา

    ๓๘.คราสงฆ์ควรตรัสรู้..............................ลุธรรม
ปลอดโปร่งกิเลสทำ.....................................หม่นเศร้า
มิมีกิเลสกอปรนำ.........................................ทุกข์พร่ำ
จะไม่มีธรรมเร้า...........................................เลิศแล้ใดเผย

    ๓๙.แม่ไก่สิฟักพิริยะกก............................ซิ"ไข่"ปกลุอุ่นเอ่ย
ลูกไก่เจาะเปลือกเฉาะกระเทาะเชย..............ก็แม่ไก่มิตั้งหวัง

    ๔๐."มหานาม"ฟังเพ่งแล้............................เหมือนกัน การฟัก
สงฆ์เคร่งคุม"ศีล"ครัน...................................มุ่งแล้ว
อินทรีย์เก่งคุมทัน.........................................มิหวั่น
เพียรตื่นพฤติธรรมแกล้ว..............................จ่อพริ้งเร็วหนา

    ๔๑.สงฆ์มีสิ"สัปปุริสธรรม"........................เหมาะเจ็ดล้ำยะยิ่งกล้า
ฌานหนึ่งลุสี่ก็หิตะพา...................................กิเลสคลายลุสุขหมาย

    ๔๒.กราย"เสขะ"มุ่งแม้น...........................ปฏิปทา คุณธรรม
ลิตัดกิเลสพา...............................................ตรัสรู้
สงฆ์มิกอปรกิเลสหนา..................................ธรรมช่วย
ธรรมยิ่งหาใดสู้............................................ไม่ช้อยเทียมแฉ

    ๔๓.แลท่าน"มหาฯ"เพราะจตุต์ฌานฯ.........."อุเบกฯ"กรานเจาะเหตุแล
จิตใจสะอาดลุสติแปล้..................................ระลึกชาติหละหลายเผย

    ๔๔.เกยระลึกจากหนึ่งแล้..........................เป็นแสน ก็มี
กัปเสื่อม,กัปเจริญแผน..................................หยั่งแล้ว
ภพใดชื่อไรแกน...........................................แลทราบ
ตายมุ่งภพไหนแจ้ว.......................................รับรู้ละเอียดดี

    ๔๕.ฌานหนึ่งจะรู้ระยะเกาะทุกข์................จะเกิดรุก ณ ภพนี้
มีอายุยืนเจาะจิรชี้.........................................เพราะวิชชาลุของสงฆ์

    ๔๖.สงฆ์ตรงทราบสัตว์แท้..........................เกิด,ตาย
ตกยาก,มิดีกราย...........................................แจ่มแจ้ง
โดยทิพย์จักษุปราย.......................................ทุจริต
คราชีพปลงมิแกล้ง........................................จุ่งยั้ง ณ อบาย 

    ๔๗.สัตว์ที่ประกอบกะสุจริต........................วจีกิจหทัย,กาย
เขาไม่ติเตียนอริยะผาย.................................ซิตายแล้วสวรรค์ครอง

    ๔๘.สงฆ์ตรึกตรองมุ่งแจ้ง..........................."เจโต- วิมุตติ"
"วิมุตติปัญญา"โข..........................................หลุดพ้น
"อาสวะ"วายจะโง..........................................เพราะเลิศ ปัญญา
เป็นวิชชาสงฆ์ท้น..........................................จุ่งด้วยฌานหนา

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 29, เมษายน, 2569, 07:59:31 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บ้านกลอนเราเขารู้ปลอดผู้บ่าว    มีแต่สาวล้วนล้วนน่าชวนขัน 

 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนดอกสร้อย -
 เมื่อ: 29, เมษายน, 2569, 07:57:48 PM 
เริ่มโดย ปลายฝน คนงาม - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)


รักเอยรักร้อน
รุมเร้าหลอนหลอกจิตริษยา
เริ่มจากลมพรมแผ่วแว่วอุรา
กลายเป็นวาตภัยเข้าในทรวง
โถมประดังดั่งคลื่นสะอื้นไห้
พังทลายหัวใจที่ห่วงหวง
มืดทะมึนกลืนกินสิ้นทั้งปวง
พิษรักลวงเล่นหลอกหลอนใจเอย

 
กุ้งนา

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 29, เมษายน, 2569, 08:34:51 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๒/๗) ประมวลธรรม : ๖๙.เสขปฏิปทาสูตร

    ๑๗.สี่,"สงฆ์ประกอบพิรยะ"หนา.................กระทำกล้าซิ"ตื่น"พาน
ทั้งวันและคืนหทยะฉาน...............................สะอาดจากนิวรณ์แฉ

    ๑๘.แลนิวรณ์ปราศแท้..............................ตัดครัน กามคุณ
"พิฆาต,ซึมเซา"พลัน.....................................ขจัดแล้
"จิตคิดซ่าน"ปลงสรรค์..................................ลาเลิก
พึง"เลิกสงสัย"แท้.........................................จิตพร้อมลุธรรม

    ๑๙."กลางวันหทัยชระนิวรณ์"....................ลุนั่ง,จรตลอดนำ
ครา"ปฐมยาม"ก็ดุจะทำ.................................จะเดิน,นั่งสะอาดใจ

    ๒๐.ไว"มัชฌิมฯ"พักแล้..............................หลับนอน
ใจมั่นจะลุกถอน...........................................จดรู้
"กาลปัจฉิม"ลุกยอน......................................จากตื่น
จิตบริสุทธิ์สู้.................................................นั่งแล้วสลับเดิน

    ๒๑.ห้า,สงฆ์ปะ"สัปปุริสธรรม".....................ก็ธรรมพร่ำซิ"ดี"เชิญ
มีเจ็ดประการเจาะนฤเสริญ............................บุรุษดีเจริญหนา

    ๒๒.ศรัทธามีแน่แท้.....................................พุทธองค์
เป็นยิ่งอรหันต์ยง...........................................ตรัสรู้
"วิชชา"เด่นธรรมตรง......................................คลายทุกข์
ศาสดา,เทพ,มนุษย์จู้.......................................ไป่แล้ใครเหมือน

    ๒๓."เป็นผู้ละอายเจาะหิริ"มัว.......................มิทำชั่วซิสามเตือน
"กาย,พูดและใจ"จะชิระ"เกลื่อน......................กุศลครันเจริญหนา

    ๒๔.คราเป็น"โอตตัป์ฯ"แล้...........................เกรงกลัว บาปแล
เกรงต่อทุจริตมัว............................................ชั่วแท้
กาย,ใจ,พูดเลวรัว...........................................มิพฤต อกุศล
จึงส่งสุขผลแล้...............................................ห่างพ้นภัยพาล

    ๒๕.ผู้ฟังพระธรรมและริสะสม......................วจีคมสะอาดกราน
นำไปประพฤติเจาะปฏิบัติขาน........................."พหูสูตรเจาะรู้,จำ"

    ๒๖.ธรรมงามนำเริ่มต้น................................."ศีล"แฉ
งามท่ามกลาง"สมาธิ์"แล..................................แน่วน้อม
งามปลายสุดมิแปร..........................................มียิ่ง "ปัญญา"
ประกาศพรหมจรรย์พร้อม...............................อรรถถ้อยสมบูรณ์

    ๒๗."ผู้เพียรขยันละอกุศล.............................ผจญผลกุศลพูน
เข้มแข็งและมั่นลุธุระคูณ.................................ลิความชั่วมลายหาย

    ๒๘.ผู้กรายสติยิ่งแล้ว...................................ปัญญา รักษ์ตน
ตามระลึกตรึกหนา...........................................ชัดแจ้ง
จำกิจที่ทำมา...................................................นานก่อ
คำกล่าวนานนมแย้ง.........................................นึกได้เร็วพลัน

    ๒๙.มีปัญญะยิ่งอริยะเทิด..............................ลุเห็น"เกิดและดับ"ครัน
ทำลายกิเลสลุรวะสรรค์....................................ลิทุกข์ทนเกษมศานติ์

    ๓๐.หก"การไหนมุ่งล้ำ...................................จตุต์ถฌาน
สาวกอริยะพาน................................................ล่วงแล้ว
มีจิตหนึ่งสุขกราน.............................................ยลแน่
ลุง่ายประสงค์แกล้ว..........................................สงบแท้สุขพาน

    ๓๑.สงฆ์จ่อปฐมฯเพราะมละ"กาม"..................สงัดผลามซิชั่วราน
สงฆ์มี"วิตก"ประลุ"วิจาร"...................................ลุ"สุข,ปีติ"เงียบเผย

    ๓๒.ฌานสองเกยแน่แล้ว................................จิตใส
"อุเบกขา"วางใจ................................................แน่วแท้
สติ,สัมปชัญฯไว................................................เร็วตรึก
สุขเพราะนามกายแล้.........................................หมดสิ้น"ปีติ"แฉ

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.111 วินาที กับ 15 คำสั่ง
กำลังโหลด...