Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 03:56:36 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ต้นฝ้าย


พอได้เงินมากแล้วพวกเราะจะ     เตรียมซื้ออะไรกันแบ่งปันเล่า 

 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 01:38:50 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

ประมวลธรรม ๘๐ : นฬกปานสูตร (ต่อหน้า ๖/๗)

(๒.๒) ภิกษุณีนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญาของน้องหญิงนั้น ก็จะน้อมจิตไปเพื่อศรัทธาเป็นต้นนั้น
-> การอยู่อย่างผาสุกย่อมมีแก่ภิกษุณี ด้วยประการฉะนี้แล
(๓) ภิกษุณีในธรรมวินัยนี้ได้ฟังว่า ‘ภิกษุณีชื่อนี้มรณภาพแล้ว ได้รับพยากรณ์จากพระผู้มีพระภาคว่า
(๓.๑) ‘น้องหญิงนั้นเป็นสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป และเพราะ ราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง จักกลับมาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียวแล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้’
(๓.๒) ภิกษุณีนั้นได้เห็นเองหรือได้ฟังมาว่า ‘น้องหญิงนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้ ...เป็นผู้มีธรรมอย่างนี้ ... เป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้ ... เป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้ น้องหญิงนั้นเป็นผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้’
(๓.๓) ภิกษุณีนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญาของน้องหญิงนั้น ก็จะน้อมจิตไปเพื่อศรัทธาเป็นต้นนั้น
-> การอยู่อย่างผาสุกย่อมมีแก่ภิกษุณี ด้วยประการฉะนี้แล
(๔) อนุรุทธะ ภิกษุณีในธรรมวินัยนี้ได้ฟังว่า ‘ภิกษุณีชื่อนี้มรณภาพแล้ว ได้รับพยากรณ์จากพระผู้มีพระภาคว่า
(๔.๑) ‘น้องหญิงนั้นเป็นโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป เป็นผู้ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า’
(๔.๒) ภิกษุณีนั้นได้เห็นเองหรือได้ฟังมาว่า ‘น้องหญิงนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้ ... เป็นผู้มีธรรมอย่างนี้ ... เป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้ ... เป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้ น้องหญิงนั้นเป็นผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้’
(๔.๓) ภิกษุณีนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญาของน้องหญิงนั้น ก็จะน้อมจิตไปเพื่อศรัทธาเป็นต้นนั้น
-> การอยู่อย่างผาสุกย่อมมีแก่ภิกษุณี ด้วยประการฉะนี้แล
[ฉ] การอยู่อย่างผาสุกของอุบาสก
(๑) อนุรุทธะ อุบาสกในศาสนานี้ได้ฟังว่า ‘อุบาสกชื่อนี้ตายแล้ว ได้รับพยากรณ์จากพระผู้มีพระภาคว่า
(๑.๑) ‘ท่านผู้นั้นเป็นโอปปาติกะ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการสิ้นไป จักปรินิพพานในภพนั้น ไม่หวนกลับมาจากโลกนั้นอีก’
(๑.๒) อุบาสกนั้นได้เห็นเองหรือได้ฟังมาว่า... ‘ท่านผู้นั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้... ท่านผู้นั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้... ท่านผู้นั้นเป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้... ท่านผู้นั้นเป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้...ท่านผู้นั้นเป็นผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้’
(๑.๓) อุบาสกนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะและปัญญาของท่านผู้นั้น ก็จะน้อมจิตไปเพื่อศรัทธา เป็นต้นนั้น
-> การอยู่อย่างผาสุกย่อมมีแก่อุบาสก ด้วยประการฉะนี้แล
(๒) อุบาสกในศาสนานี้ได้ฟังว่า ‘อุบาสกชื่อนี้ตายแล้ว ได้รับพยากรณ์จากพระผู้มีพระภาคว่า (๒.๑) ‘ท่านผู้นั้นเป็นสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป และเพราะ ราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง จักกลับมาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียวแล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้’
(๒.๒) อุบาสกนั้นได้เห็นเองหรือได้ฟังมาว่า... ‘ท่านผู้นั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้ ... เป็นผู้มีธรรมอย่างนี้ ... เป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้ ... เป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้... ท่านผู้นั้นเป็นผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้’
(๒.๓) อุบาสกนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญาของท่านผู้นั้น ก็จะน้อมจิตไปเพื่อศรัทธาเป็นต้นนั้น
-> การอยู่อย่างผาสุกย่อมมีแก่อุบาสก ด้วยประการฉะนี้แล
(๓) อนุรุทธะ อุบาสกในศาสนานี้ได้ฟังว่า ‘อุบาสกชื่อนี้ตายแล้ว ได้รับพยากรณ์จากพระผู้มีพระภาคว่า
(๓.๑) ‘ท่านผู้นั้นเป็นโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป เป็นผู้ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า’
(๓.๒) อุบาสกนั้นได้เห็นเองหรือได้ฟังมาว่า ‘ท่านผู้นั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้ ... เป็นผู้มีธรรมอย่างนี้ ... เป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้ ... เป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้... ท่านผู้นั้นเป็นผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้’
(๓.๓) อุบาสกนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญาของท่านผู้นั้น ก็จะน้อมจิตไปเพื่อศรัทธาเป็นต้นนั้น
-> การอยู่อย่างผาสุกย่อมมีแก่อุบาสก ด้วยประการฉะนี้แล
[ช] การอยู่อย่างผาสุกของอุบาสิกา
(๑) อนุรุทธะ อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ฟังว่า ‘อุบาสิกาชื่อนี้ตายแล้ว ได้รับพยากรณ์จากพระผู้มีพระภาคว่า
(๑.๑) ‘น้องหญิงนั้นเป็นโอปปาติกะ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการสิ้นไป จักปรินิพพานในภพนั้น ไม่หวนกลับมาจากโลกนั้นอีก’
(๑.๒) อุบาสิกานั้นได้เห็นเองหรือได้ฟังมาว่า ‘น้องหญิงนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้ ... เป็นผู้มีธรรมอย่างนี้ ... เป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้ ... เป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้... น้องหญิงนั้นเป็นผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้’
(๑.๓) อุบาสิกานั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญาของน้องหญิงนั้น ก็จะน้อมจิตไปเพื่อศรัทธาเป็นต้นนั้น
-> การอยู่อย่างผาสุกย่อมมีแก่อุบาสิกา ด้วยประการฉะนี้แล

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 01:17:49 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


พุงกระเพื่อมเลื่อมล้ำระบำกาย     เงินมากมายกองสูงเพราะพุงเรา


 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: เล่นกลอนโยนคำ - เพื่อนโยนให้...เราโยนต่อ
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 01:14:47 PM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


คุณลายเมฆ ลืมส่งต่อค่ะ น้องขออนุญาตโยนเองนะคะ  

ล่วง / แสวง

ใบไม้ร่วงล่วงลับกับลมอ่อน
เพียงหยุดร้อนผ่อนใจก็สงบ
มิแสวงแห่งใดให้แอบซบ
ทุกสิ่งจบเหลือเพียงเสียงสายลม

ลิตเติลเกิร์ล

ส่งต่อค่ะ

บริวาร / บริเวณ

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: เล่นกลอนโยนคำ - เพื่อนโยนให้...เราโยนต่อ
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 10:09:47 AM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลายเมฆ

แย้ม/สัมผัส


ก็แลธัมมะสมัย แย้มนัยอยู่
สัมผัสรู้ เจตจง เร่งส่งเสริม
สุขเนื่องแต่ ธรรมรส ครั้นจดเจิม
จึงใจเริ่ม แหนงหน่าย จางคลายภพ..


 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:34:53 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

ประมวลธรรม ๘๐ : นฬกปานสูตร (ต่อหน้า ๕/๗)

[ค] การอยู่อย่างผาสุกของภิกษุ
(๑) อนุรุทธะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้ฟังว่า
--‘ภิกษุชื่อนี้มรณภาพแล้ว
-- ได้รับพยากรณ์จากพระผู้มีพระภาคว่า ‘ท่านรูปนั้นดำรงอยู่ในอรหัตตผล’
(๑.๑) ภิกษุนั้นได้เห็นเองหรือได้ฟังมาว่า ‘ท่านรูปนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้
~ ผู้มีศีลอย่างนี้ = ในที่นี้หมายถึงศีลที่เป็นทั้ง โลกิยะและโลกุตตระ
-- ท่านรูปนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้
~ ผู้มีธรรมอย่างนี้= ในที่นี้หมายถึงธรรมอันเป็นไปเพื่อสมาธิ
-- ท่านรูปนั้นเป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้
-- ท่านรูปนั้นเป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้
-- ท่านรูปนั้นเป็นผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้’
(๑.๒) ภิกษุนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญาของท่านรูปนั้น ก็จะน้อมจิตไปเพื่อศรัทธาเป็นต้นนั้น
-> การอยู่อย่างผาสุกย่อมมีแก่ภิกษุ ด้วยประการฉะนี้
(๒) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้ฟังว่า ‘ภิกษุชื่อนี้มรณภาพแล้ว ได้รับพยากรณ์จากพระผู้มีพระภาคว่า ‘ท่านรูปนั้นเป็นโอปปาติกะ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการสิ้นไป จักปรินิพพานในภพนั้น ไม่หวนกลับมาจากโลกนั้นอีก’
~ สังโยชน์ = คือ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัดใจสัตว์ไว้กับทุกข์ มี ๑๐ ประการ คือ (๒.๑) สักกายทิฏฐิ (๒.๒) วิจิกิจฉา (๒.๓) สีลัพพตปรามาส (๒.๔) กามฉันทะหรือกามราคะ (๒.๕) พยาบาทหรือปฏิฆะ (๒.๖) รูปราคะ (๒.๗) อรูปราคะ (๒.๘) มานะ (๒.๙) อุทธัจจะ (๒.๑๐) อวิชชา
๕ ข้อต้นชื่อโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ข้อหลังชื่ออุทธัมภาคิยสังโยชน์
-- พระโสดาบันละสังโยชน์ ๓ ข้อต้นได้
-- พระสกทาคามีทำสังโยชน์ข้อ ๔ และข้อ ๕ ให้เบาบาง
-- พระอนาคามีละสังโยชน์ ๕ ข้อต้นได้
-- พระอรหันต์ละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ข้อ
(๒.๒) ภิกษุนั้นได้เห็นเองหรือได้ฟังมาว่า... ‘ท่านรูปนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้ ...เป็นผู้มีธรรมอย่างนี้ ... เป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้ ... เป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้... ท่านรูปนั้นเป็นผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้’
(๒.๓) ภิกษุนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญาของท่านรูปนั้นก็จะน้อมจิตไปเพื่อศรัทธาเป็นต้นนั้น
-> การอยู่อย่างผาสุกย่อมมีแก่ภิกษุ ด้วยประการฉะนี้แล
(๓) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้ฟังว่า ‘ภิกษุชื่อนี้มรณภาพแล้ว ได้รับพยากรณ์จากพระผู้มีพระภาคว่า
(๓.๑) ‘ท่านรูปนั้นเป็นสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง จักกลับมาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียว แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้’
(๓.๒) ภิกษุนั้นได้เห็นเองหรือได้ฟังมาว่า ‘ท่านรูปนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้ ...เป็นผู้มีธรรมอย่างนี้ ... เป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้... เป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้ ...ท่านรูปนั้นเป็นผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้’
(๓.๓) ภิกษุนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญาของท่านรูปนั้น ก็จะน้อมจิตไปเพื่อศรัทธาเป็นต้นนั้น
-> การอยู่อย่างผาสุกย่อมมีแก่ภิกษุ ด้วยประการฉะนี้แล
(๔) อนุรุทธะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้ฟังว่า ‘ภิกษุชื่อนี้มรณภาพแล้ว ได้รับพยากรณ์จากพระผู้มีพระภาคว่า
(๔.๑) ‘ท่านรูปนั้นเป็นโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไปเป็นผู้ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า
(๔.๒) ‘ภิกษุนั้นได้เห็นเองหรือได้ฟังมาว่า ‘ท่านรูปนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้ ... เป็นผู้มีธรรมอย่างนี้ ...เป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้ ... เป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้ ท่านรูปนั้นเป็นผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้
(๔.๓) ’ภิกษุนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญาของท่านรูปนั้นก็จะน้อมจิตไปเพื่อศรัทธาเป็นต้นนั้น
-> การอยู่อย่างผาสุกย่อมมีแก่ภิกษุ ด้วยประการฉะนี้แล
[ง] การอยู่อย่างผาสุกของภิกษุณี
(๑) อนุรุทธะ ภิกษุณีในธรรมวินัยนี้ได้ฟังว่า ‘ภิกษุณีชื่อนี้มรณภาพแล้วได้รับพยากรณ์จากพระผู้มีพระภาคว่า
(๑.๑) ‘น้องหญิงนั้นดำรงอยู่ในอรหัตตผล’ ภิกษุณีนั้นได้เห็นเองหรือได้ฟังมาว่า... ‘น้องหญิงนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้... น้องหญิงนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้... น้องหญิงนั้นเป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้... น้องหญิงนั้นเป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้... น้องหญิงนั้นเป็นผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้’
(๑.๒) ภิกษุณีนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญาของน้องหญิงนั้น ก็จะน้อมจิตไปเพื่อศรัทธาเป็นต้นนั้น
-> การอยู่อย่างผาสุกย่อมมีแก่ภิกษุณี ด้วยประการฉะนี้แล
(๒) ภิกษุณีในธรรมวินัยนี้ได้ฟังว่า ‘ภิกษุณีชื่อนี้มรณภาพแล้ว ได้รับพยากรณ์จากพระผู้มีพระภาคว่า ‘น้องหญิงนั้นเป็นโอปปาติกะ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการสิ้นไป จักปรินิพพานในภพนั้น ไม่หวนกลับมาจากโลกนั้นอีก’
(๒.๑) ภิกษุณีนั้นได้เห็นเองหรือได้ฟังมาว่า... ‘น้องหญิงนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้... น้องหญิงนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้... น้องหญิงนั้นเป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้... น้องหญิงนั้นเป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้...น้องหญิงนั้นเป็นผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้’

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / โคลง-กาพย์-ฉันท์-ร่าย-ลิลิต / Re: ...-๐ นานาประสาสัตว์คำโคลง ๐-...
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:36:32 PM 
เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

Photo By บ้านกลอนน้อยฯ©
วันประมงน้อมเกล้า 2569 ครั้งที่ 36

-๐ ปลากะพงเหลืองขมิ้น ๐-

๏   ปลากะพงเหลืองขมิ้นว่าย      สลับวน
แลแถบเหลืองดั่งกลพาดข้าง
พิศวงจิตดุจมนตร์มาสะกด
ผองเผ่าเทพใดสร้างประดับไว้ในชเล ๚ะ๛

- Black Sword -
(หมู มยุรธุชบูรพา)

• กลับสู่สารบัญ นานาประสาสัตว์คำโคลง คลิก

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:29:57 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

แล้วอัดเป็นคลิปไว้ไปเผยแพร่     ยอดวิวโด่งดังแท้เงินมากหลาย
 

 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:04:36 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ต้นฝ้าย

เจอต้นไม้ก็หมุนวนกันไปมา     แล้วโผล่หน้าจ๊ะเอ๋เท่ห๎จะตาย  AddEmoticons00935

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:38:51 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

ประมวลธรรม ๘๐ : นฬกปานสูตร (ต่อหน้า ๔/๗)

(๓.๒) กุลบุตรผู้บวชแล้วอย่างนี้ควรทำกิจอะไรบ้าง
คือ กุลบุตร ยังไม่บรรลุปีติและสุข หรือสุขอื่นที่ละเอียดกว่านั้นอันสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย
(๓.๒.๑) แม้อภิชฌาก็ยังครอบงำจิตของกุลบุตรนั้นอยู่ (๓.๒.๒) แม้พยาบาทก็ยังครอบงำจิตของกุลบุตรนั้นอยู่ (๓.๒.๓) แม้ถีนมิทธะก็ยังครอบงำจิตของกุลบุตรนั้นอยู่ (๓.๒.๔) แม้อุทธัจจกุกกุจจะก็ยังครอบงำจิตของกุลบุตรนั้นอยู่ (๓.๒.๕) แม้วิจิกิจฉาก็ยังครอบงำจิตของกุลบุตรนั้นอยู่ (๓.๒.๖) แม้ความริษยาก็ยังครอบงำจิตของกุลบุตรนั้นอยู่ (๓.๒.๗) แม้ความเป็นผู้เกียจคร้านก็ยังครอบงำจิตของกุลบุตรนั้นอยู่
-> กุลบุตรนั้น ยังไม่บรรลุปีติและสุขหรือสุขอื่นที่ละเอียดกว่านั้นอันสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย
(๓.๓) อนุรุทธะ กุลบุตร บรรลุปีติและสุข หรือสุขอื่นที่ละเอียดกว่านั้นอันสงัดจากกาม และอกุศลธรรมทั้งหลาย
(๓.๓.๑) แม้อภิชฌาก็ครอบงำจิตของกุลบุตรนั้นอยู่ไม่ได้ (๓.๓.๒) แม้พยาบาทก็ครอบงำจิตของกุลบุตรนั้นอยู่ไม่ได้ (๓.๓.๓) แม้ถีนมิทธะก็ครอบงำจิตของกุลบุตรนั้นอยู่ไม่ได้ (๓.๓.๔) แม้อุทธัจจกุกกุจจะก็ครอบงำจิตของกุลบุตรนั้นอยู่ไม่ได้ (๓.๓.๕) แม้วิจิกิจฉาก็ครอบงำจิตของกุลบุตรนั้นอยู่ไม่ได้ (๓.๓.๖) แม้ความริษยาก็ครอบงำจิตของกุลบุตรนั้นอยู่ไม่ได้ (๓.๓.๗) แม้ความเป็นผู้เกียจคร้านก็ครอบงำจิตของกุลบุตรนั้นอยู่ไม่ได้
-> กุลบุตรนั้น บรรลุปีติและสุข หรือสุขอื่นที่ละเอียดกว่านั้นอันสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายได้
[ข] พระตถาคตกับอาสวะ
(๑) อนุรุทธะ เธอทั้งหลายจะคิดอย่างไรในเราว่า “ตถาคตยังละอาสวะอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์
(๒)“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มิได้คิดในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ‘พระตถาคตยังทรงละอาสวะอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา และมรณะต่อไปไม่ได้
(๒.๑) เพราะเหตุนั้นพระตถาคตพิจารณาแล้วจึงทรงเสพของอย่างหนึ่ง อดกลั้นของอย่างหนึ่ง เว้นของอย่างหนึ่ง บรรเทาของอย่างหนึ่ง’
(๓) แต่ข้าพระองค์ทั้งหลายได้คิดในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า
(๓.๑) ‘พระตถาคตทรงละอาสวะอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา และมรณะต่อไปได้แล้ว (๓.๒) เพราะเหตุนั้น พระตถาคตพิจารณา แล้วจึงทรงเสพของอย่างหนึ่ง อดกลั้นของอย่างหนึ่ง เว้นของอย่างหนึ่ง บรรเทาของ
อย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า”
(๔) “ดีละ ดีละ อนุรุทธะ ตถาคตละอาสวะอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา และมรณะต่อไปได้แล้ว ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้วเหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มีเกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ต้นตาลที่ถูกตัดยอดแล้วไม่อาจงอกขึ้นอีกได้ แม้ฉันใด
(๔.๑) ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ละอาสวะอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา และมรณะต่อไปได้แล้ว ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้
(๔.๒) เพราะเหตุนั้น ตถาคตพิจารณาแล้วจึงเสพของอย่างหนึ่ง อดกลั้นของอย่างหนึ่ง เว้นของอย่างหนึ่ง บรรเทาของอย่างหนึ่ง
(๔.๓) เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ตถาคตพิจารณาเห็นอำนาจประโยชน์อะไร จึงพยากรณ์สาวกทั้งหลายผู้ล่วงลับไปแล้วในภพที่เกิดทั้งหลายว่า ‘สาวกชื่อโน้นเกิด ในภพชื่อโน้น สาวกชื่อโน้นเกิดในภพชื่อโน้น”
--“ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลายมีพระผู้มีพระภาคเป็นหลัก มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง ชอบแล้วพระพุทธเจ้าข้า
(๔.๔) ขอพระผู้มีพระภาคทรงโปรดอธิบายเนื้อความแห่งพระภาษิตนี้ให้แจ่มแจ้งเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังคำอธิบายของพระผู้มีพระภาคแล้วจักทรงจำไว้ พระพุทธเจ้าข้า”
(๔.๕) “อนุรุทธะ ตถาคตจะพยากรณ์สาวกทั้งหลายผู้ล่วงลับไปแล้วในภพที่เกิดทั้งหลายว่า ‘สาวกชื่อโน้นเกิดในภพโน้น สาวกชื่อโน้นเกิดในภพโน้น’(๔.๕.๑) เพื่อให้คนเกิดความพิศวงก็หามิได้ (๔.๕.๒) เพื่อเกลี้ยกล่อมคนก็หามิได้ (๔.๕.๓) เพื่ออานิสงส์คือลาภสักการะและความสรรเสริญก็หามิได้ (๔.๕.๔) หรือด้วยความประสงค์ว่า ‘คนจงรู้จักเราด้วยเหตุนี้’ ก็หามิได้
-> อนุรุทธะ กุลบุตรผู้มีศรัทธา มีความยินดีมาก มีความปราโมทย์มาก มีอยู่ กุลบุตรเหล่านั้นได้ฟังคำพยากรณ์นั้นแล้ว จะน้อมจิตไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น ข้อนั้นจะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขแก่กุลบุตรเหล่านั้นตลอดกาลนาน

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.153 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...