Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 10
 31 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนดอกสร้อย -
 เมื่อ: 13, มิถุนายน, 2569, 08:05:09 PM 
เริ่มโดย ปลายฝน คนงาม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม


ทุเรียนเอ๋ยทุเรียนทอง
กลิ่นลอยล่องโชยมาพาสุขขี
เนื้อละมุนอุ่นใจในค่ำนี้
รสบ่งชี้ความฟินบินขึ้นฟ้า
หยิบเม็ดโตโชว์เพื่อนเตือนให้อยาก
กลืนน้ำลายไหลพรากมากคุณค่า
นั่งเคี้ยวโชว์ชวนชี้ชื่นชีวา
สุขใดหนาเท่ากินฟินคนเดียวเอย

 
เขากินมะม่วงอวด เรากินทุเรียนอวด อิอิ

ฝาตุ่ม

 32 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 13, มิถุนายน, 2569, 07:54:31 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม

คงได้เงินหลายหมื่นยืนงงงาย   ลองกระจายสื่อดูให้รู้กัน 

 33 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 13, มิถุนายน, 2569, 05:54:10 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๐/๑๐) ประมวลธรรม : ๗๐.โปตลิยสูตร

(๑) ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกนี้นั้นแล = อาศัยอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่านี้
-> เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้นโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกําหนดอายุเพียงเท่านั้น
-> ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกําหนดอายุเพียงเท่านั้น
-> ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้
(๒) ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกนี้นั้นแล อาศัยอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่านี้แหละ
-> เธอเห็นหมู่สัตว์ที่กําลังจุติ กําลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยากด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์
-> ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทําด้วยอํานาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
-> ส่วนสัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่มีติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทําด้วยอํานาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้
-> เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์กําลังจุติ กําลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มิผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้
(๓) ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกนี้นั้นแล อาศัยอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่านี้แหละ
-> เธอทําให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่
~ เจโตวิมุตติ  = ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการฝึกจิตจากราคะ ด้วยกำลังแห่งสมาธิ
~ ปัญญาวิมุตติ = ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการเจริญปัญญา จากอวิชชา ด้วยปัญญาที่รู้เห็นตามเป็นจริง
[ง] โปตลิยคฤหบดีแสดงตนเป็นอุบาสก
-> ดูก่อนคฤหบดี ด้วยอาการเพียงเท่านี้แล ชื่อว่าเป็นการตัดขาดโวหารทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่าง โดยประการทั้งปวง ในวินัยของพระอริยะ
-> ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสําคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านเห็นการตัดขาดโวหารทั้งสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง โดยประการทั้งปวง ในวินัยของพระอริยะเห็นปานนั้นในตนบ้างหรือหนอ
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าก็กระไรๆ อยู่ การตัดขาดโวหารทั้งสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง โดยประการทั้งปวง ในวินัยของพระอริยะ อันใด ข้าพเจ้ายังห่างไกลจากการตัดขาดโวหารทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่าง โดยประการทั้งปวง ในวินัยของพระอริยะ อันนั้น
-> เพราะเมื่อก่อนพวกข้าพเจ้าได้สําคัญพวกอัญญเดียรถีย์ ปริพาชกผู้ไม่รู้ทั่วถึง ว่าเป็นผู้รู้ทั่วถึง; ได้คบหาพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกผู้ไม่รู้ทั่วถึง ว่าเป็นผู้อันบุคคลผู้รู้เหตุผลพึงคบหา; ได้เทิดทูนพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกผู้ไม่รู้ทั่วถึงไว้ในฐานะของผู้รู้ทั่วถึง
~ เดียรถีย์, อัญเดียรถีย์ = ผู้ที่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น และนักบวชนอกพระพุทธศาสนา
~ ปริพาชก = นักบวชผู้ชายภายนอกพระพุทธศาสนา
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แต่พวกข้าพเจ้าได้สําคัญภิกษุทั้งหลายผู้รู้ทั่วถึง ว่าเป็นผู้ไม่รู้ทั่วถึง; ได้คบหาภิกษุทั้งหลายผู้รู้ทั่วถึง ว่าเป็นผู้อันบุคคลผู้ไม่รู้เหตุผลพึงคบหา; ได้ตั้งภิกษุทั้งหลายผู้รู้ทั่วถึงไว้ในฐานะของผู้ไม่รู้ทั่วถึง
-> แต่บัดนี้ พวกข้าพเจ้าจักรู้พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกผู้ไม่รู้ทั่วถึง ว่าเป็นผู้ไม่รู้ทั่วถึง; จักคบหาพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกผู้ไม่รู้ทั่วถึง ว่าเป็นผู้อันบุคคลผู้ไม่รู้เหตุผลพึงคบหา; จักตั้งพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกผู้ไม่รู้ทั่วถึงไว้ในฐานะของผู้ไม่รู้ทั่วถึง
-> พวกข้าพเจ้าจักรู้ภิกษุทั้งหลายผู้รู้ทั่วถึง ว่าเป็นผู้รู้ทั่วถึง; จักคบหาภิกษุทั้งหลายผู้รู้ทั่วถึง ว่าเป็นผู้อันบุคคลผู้รู้เหตุผลพึงคบหา; จักเทิดทูนภิกษุทั้งหลายผู้รู้ทั่วถึงไว้ในฐานะของผู้รู้ทั่วถึง
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ยังความรักสมณะในหมู่สมณะ; ได้ยังความเลื่อมใสสมณะในหมู่สมณะ; ได้ยังความเคารพสมณะในหมู่สมณะ ให้เกิดแก่ข้าพเจ้าแล้วหนอ
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ํา เปิดของที่ปิด; บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด; ด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปดังนี้ ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงจําข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดังนี้แล
จบโปตลิยสูตรที่ ๔

 34 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 13, มิถุนายน, 2569, 09:06:24 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๙/๑๐) ประมวลธรรม : ๗๐.โปตลิยสูตร

(๓) ดูก่อนคฤหบดี เปรียบเหมือนบุรุษพึงถือคบเพลิงหญ้าอันไฟติดทั่วแล้ว เดินทวนลมไป ฉันใด
-> ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสําคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ถ้าบุรุษนั้นไม่รีบปล่อยคบเพลิงหญ้าอันไฟติดทั่วนั้นเสีย คบเพลิงหญ้าอันไฟติดทั่วนั้น พึงไหม้มือ ไหม้แขน หรืออวัยวะน้อยใหญ่แห่งใดแห่งหนึ่งของบุรุษนั้น บุรุษนั้นจะถึงตายหรือถึงทุกข์ปางตาย เพราะคบเพลิงนั้นเป็นเหตุ
-> อย่างนั้น พระองค์ผู้เจริญ
-> ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า =  กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เปรียบด้วยคบเพลิงหญ้า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง
-> ครั้นเห็นโทษแห่งกามนี้ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเว้นขาดซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยความเป็นต่างๆ
-> แล้วเจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอารมณ์เดียว อาศัยความเป็นอารมณ์เดียว อันเป็นที่ดับความถือมั่นโลกามิส โดยประการทั้งปวง หาส่วนเหลือมิได้
(๔) ดูก่อนคฤหบดี เปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง ลึกกว่าชั่วบุรุษหนึ่ง เต็มด้วยถ่านเพลิงอันปราศจากเปลว ปราศจากควัน บุรุษผู้รักชีวิต ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์ พึงมา บุรุษมีกําลังสองคนช่วยกันจับแขนบุรุษนั้นข้างละคน ฉุดเข้าไปยังหลุมถ่านเพลิง ฉันใด
-> ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสําคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นจะพึงน้อมกายเข้าไปด้วยคิดเห็นว่าอย่างนี้ๆ บ้างหรือ
-> ไม่เป็นเช่นนั้น พระองค์ผู้เจริญ ข้อนั้นเพราะเหตุไร = เพราะบุรุษนั้นรู้ว่า เราจักตกลงยังหลุมถ่านเพลิงนี้ จักถึงตาย หรือถึงทุกข์ปางตาย เพราะการตกลงยังหลุมถ่านเพลิงเป็นเหตุ
-> ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า = กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง
-> ครั้นเห็นโทษแห่งกามนี้ตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเว้นขาดซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยความเป็นต่างๆ
-> แล้วเจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอารมณ์เดียว อาศัยความเป็นอารมณ์เดียว อันเป็นที่ดับความถือมั่นโลกามิสโดยประการทั้งปวง หาส่วนเหลือมิได้
(๕) ดูก่อนคฤหบดี เปรียบเหมือนบุรุษพึงฝันเห็นสวนอันน่ารื่นรมย์ ป่าอันน่ารื่นรมย์ ภาคพื้นอันน่ารื่นรมย์ สระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์ บุรุษนั้นตื่นขึ้นแล้ว ไม่พึงเห็นอะไร ฉันใด
-> ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า = กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เปรียบด้วยความฝัน มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง
-> ครั้นเห็นโทษแห่งกามนี้ตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเว้นขาดซึ่งอุเบกขา ที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยความเป็นต่างๆ แล้วเจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอารมณ์เดียว อาศัยความเป็นอารมณ์เดียว อันเป็นที่ดับความถือมั่นโลกามิส โดยประการทั้งปวง หาส่วนเหลือมิได้
(๖) ดูก่อนคฤหบดี เปรียบเหมือนบุรุษพึงยืมโภคสมบัติ คือ แก้วมณี และกุณฑลอย่างดีบรรทุกยานไป เขาแวดล้อมด้วยทรัพย์สมบัติที่ตนยืมมา พึงเดินไปภายในตลาด
-> คนเห็นเขาเข้าแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ บุรุษผู้นี้มีโภคสมบัติหนอ ได้ยินว่าชนทั้งหลายผู้มีโภคสมบัติย่อมใช้สอยโภคสมบัติอย่างนี้ ดังนี้ พวกเจ้าของพึงพบบุรุษนั้น ณ ที่ใดๆ พึงนําเอาของตนคืนไปในที่นั้นๆ ฉันใด
-> ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสําคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จะสมควรหรือหนอ เพื่อความที่บุรุษนั้นจะเป็นอย่างอื่นไป
-> ไม่เป็นเช่นนั้น พระองค์ผู้เจริญ
-> ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเจ้าของย่อมจะนําเอาของตนคืนไปได้
-> ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า = กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เปรียบด้วยของยืม มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง
-> ครั้นเห็นโทษแห่งกามนี้ตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเว้นขาดซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ; อาศัยความเป็นต่างๆ แล้วเจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอารมณ์เดียว; อาศัยความ,เป็นอารมณ์เดียว อันเป็นที่ดับความถือมั่นโลกามิส โดยประการทั้งปวง หาส่วนเหลือมิได้
[ง] วิชชา ๓ คือ
~ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ = ญาณเป็นเหตุระลึกชาติได้
 ~ จุตูปปาตญาณ = ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม, เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย
~ อาสวักขยญาณ = ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย, ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ, ความตรัสรู้

 35 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนดอกสร้อย -
 เมื่อ: 12, มิถุนายน, 2569, 11:15:42 PM 
เริ่มโดย ปลายฝน คนงาม - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

ฟ้าเอ๋ยฟ้าค่ำ
ฝนพรำพรำปรอยปรอยอ่อยอ่อยเหลือ
กินมะม่วงเฉาะจิ้มกับพริกเกลือ
ไม่มีเบื่อรสจัดชะมัดจริง
แก้ความง่วงความหนาวให้เหือดหาย
เลือดลมคล้ายมีแรงสำแดงวิ่ง
ฝนจะตกอย่างไรไม่ประวิง
ขอช่วงชิงหม่ำก่อน.. ค่อยนอนเอย ฯ
 
- Black Sword -
 (หมู มยุรธุชบูรพา)

 36 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / คำประพันธ์เนื่องในโอกาสพิเศษต่าง ๆ / - แสงสว่างประดุจเพชร เสด็จคืนสู่ฟ้า -
 เมื่อ: 12, มิถุนายน, 2569, 10:55:57 PM 
เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword
                     

        - แสงสว่างประดุจเพชร เสด็จคืนสู่ฟ้า -

                      ขวัญแผ่นดินประดาษร้าว     แตกลาญ
          ราษฎร์ร่ำอาดูรดาลดิ่งแล้ว
          ดุจฟ้าฟาดไผทสถานสะเทื้อนสิบ ทิศเฮย
          โอ้พระทูนกระหม่อมแก้วเสด็จห้วงเสวยสวรรค์ ฯ


      ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๙
      สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี
      กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จสู่สวรรคาลัย

      น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
      ปวงข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้ดูแลและสมาชิกเว็ปไซต์บ้านกลอนน้อยลิตเติลเกิร์ล


 37 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 12, มิถุนายน, 2569, 10:50:40 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

หลอนทำไมมิใช่รูปผีสาง     ดูเท่อย่างดาราน่าวางขาย
 

 38 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 12, มิถุนายน, 2569, 04:21:21 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๘/๑๐) ประมวลธรรม : ๗๐.โปตลิยสูตร

(๗) คําที่เรากล่าวว่า ความคับแค้นด้วยสามารถความโกรธพึงละได้ = เพราะอาศัยความไม่คับแค้นด้วยสามารถความโกรธ เรากล่าวเพราะอาศัยอะไร
-> ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราพึงคับแค้นด้วยสามารถความโกรธ เพราะเหตุแห่งสังโยชน์เหล่าใด เราปฏิบัติเพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์เหล่านั้น
-> อนึ่ง เราพึงคับแค้นด้วยสามารถความโกรธ แม้ตนเองพึงติเตียนตนได้ = เพราะความคับแค้นด้วยสามารถแห่งความโกรธเป็นปัจจัย
-> วิญญูชนพิจารณาแล้ว พึงติเตียนได้ = เพราะความคับแค้นด้วยสามารถแห่งความโกรธเป็นปัจจัย เมื่อตายไป ทุคติเป็นอันหวังได้
-> เพราะความคับแค้นด้วยสามารถแห่งความโกรธเป็นปัจจัย ความคับแค้นด้วยสามารถแห่งความโกรธนี้นั่นแหละ เป็นตัวสังโยชน์ เป็นตัวนิวรณ์
-> อนึ่ง อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่าใด พึงเกิดขึ้น เพราะความคับแค้น ด้วยสามารถความโกรธเป็นปัจจัย
-> เมื่อบุคคลไม่คับแค้นด้วยสามารถความโกรธ อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่านั้น ย่อมไม่มี
คําที่เรากล่าวดังนี้ว่า ความคับแค้นด้วยสามารถความโกรธพึงละได้ เพราะอาศัยความไม่คับแค้นด้วยสามารถความโกรธ เรากล่าวเพราะอาศัยข้อนี้
(๘) คําที่เรากล่าวว่า ความดูหมิ่นท่าน = พึงละได้ เพราะอาศัยความไม่ดูหมิ่นท่าน เรากล่าวเพราะอาศัยอะไร ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราพึงดูหมิ่นท่าน เพราะเหตุแห่งสังโยชน์เหล่าใด เราปฏิบัติเพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์เหล่านั้น
-> อนึ่ง เราพึงดูหมิ่นท่าน แม้ตนเองพึงติเตียนตนได้ = เพราะความดูหมิ่นท่านเป็นปัจจัย
-> วิญญูชนพิจารณาแล้วพึงติเตียนตนได้ = เพราะความดูหมิ่นท่านเป็นปัจจัย เมื่อตายไป ทุคติเป็นอันหวังได้
-> เพราะความดูหมิ่นท่านเป็นปัจจัย ความดูหมิ่นท่านนี้นั่นแหละ เป็นตัวสังโยชน์ เป็นตัวนิวรณ์
-> อนึ่ง อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่าใดพึงเกิดขึ้น เพราะความดูหมิ่นท่านเป็นปัจจัย
-> เมื่อบุคคลไม่ดูหมิ่นท่าน = อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่านั้น ย่อมไม่มี
คําที่เรากล่าวดังนี้ว่า ความดูหมิ่นท่าน พึงละได้เพราะอาศัยความไม่ดูหมิ่นท่าน เรากล่าวเพราะอาศัยข้อนี้
-> ธรรม ๘ ประการที่เรากล่าวโดยย่อ ยังไม่ได้จําแนกโดยพิศดาร ดูก่อนคฤหบดี แต่เพียงเท่านี้จะได้ชื่อว่าเป็นการตัดขาดโวหารทั้งสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างในวินัยของพระอริยะ หามิได้
[ค] อุปมา ๗ อย่าง = พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
(๑) ดูก่อนคฤหบดี เปรียบเหมือนสุนัขอันความเพลียเพราะความหิวเบียดเบียนแล้ว พึงเข้าไปยืนอยู่ใกล้เขียงของนายโคฆาต นายโคฆาตหรือลูกมือของนายโคฆาตผู้ฉลาด พึงโยนร่างกระดูกที่เชือดชําแหละออกจนหมดเนื้อแล้ว เปื้อนแต่เลือดไปยังสุนัข ฉันใด
-> ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสําคัญความข้อนั้นเป็นไฉน = สุนัขนั้นแทะร่างกระดูกที่เชือดชําแหละออกจนหมดเนื้อ เปื้อนแต่เลือด จะพึงบําบัดความเพลียเพราะความหิวได้บ้างหรือ
->ไม่ได้เลยพระองค์ผู้เจริญ ข้อนั้นเพราะเหตุไร =  เพราะเป็นร่างกระดูกที่เชือดชําแหละออกจนหมดเนื้อ เปื้อนแต่เลือด และสุนัขนั้นพึงมีแต่ส่วนแห่งความเหน็ดเหนื่อยคับแค้นเท่านั้น
-> ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เปรียบด้วยร่างกระดูก มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง =  ครั้นเห็นโทษแห่งกามนี้ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเว้นขาดซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยความเป็นต่างๆ แล้วเจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอารมณ์เดียว
-> อาศัยความเป็นอารมณ์เดียว อันเป็นที่ดับ = ความถือมั่นโลกามิสโดยประการทั้งปวง หาส่วนเหลือมิได้
~ โลกามิส, โลกามิษ = เหยื่อแห่งโลก, เครื่องล่อ ที่ล่อให้ติดอยู่ในโลก, เครื่องล่อใจให้ติดในโลก ได้แก่ ปัญจพิธกามคุณ คือ รูป, เสียง, กลิ่น, รส, โผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ
(๒) ดูก่อนคฤหบดี เปรียบเหมือนแร้งก็ดี นกตะกรุมก็ดี เหยี่ยวก็ดี พาชิ้นเนื้อบินไป แร้งทั้งหลาย นกตะกรุมทั้งหลาย หรือเหยี่ยวทั้งหลายจะพึงโผเข้ารุมจิกแย่งชิ้นเนื้อนั้น ฉันใด ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสําคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ถ้าแร้ง นกตะกรุม หรือเหยี่ยวตัวนั้น ไม่รีบปล่อยชิ้นเนื้อนั้นเสีย มันจะถึงตาย หรือถึงทุกข์ปางตายเพราะชิ้นเนื้อนั้นเป็นเหตุ
-> อย่างนั้น พระองค์ผู้เจริญ
-> ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เปรียบด้วยชิ้นเนื้อ มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง ครั้นเห็นโทษแห่งกามนี้ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเว้นขาดซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยความเป็นต่างๆ แล้วเจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอารมณ์เดียว อาศัยความเป็นอารมณ์เดียว อันเป็นที่ดับความถือมั่นโลกามิส โดยประการทั้งปวง หาส่วนเหลือมิได้

 39 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนดอกสร้อย -
 เมื่อ: 12, มิถุนายน, 2569, 10:34:32 AM 
เริ่มโดย ปลายฝน คนงาม - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)


ดอกเอ๋ยดอกหญ้า
ไร้คุณค่าไร้กลิ่นประทินโฉม
อยู่ริมทางสู้แดดเผาแผดโลม
หวังหยาดโสมชโลมจิตนึกคิดไกล
ปรารถนาเอื้อมถึงซึ่งแจกัน
ที่จัดสรรทองแท้ผ่องแผ้วใส
เป็นเพียงฝันเกินเราอันยาวไป
ชะตาไซร้คงเพียงเคียงดินเอย
 

กุ้งนา

 40 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 12, มิถุนายน, 2569, 08:16:38 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๗/๑๐) ประมวลธรรม : ๗๐.โปตลิยสูตร

(๓) เรากล่าวว่า มุสาวาทพึงละได้ = เพราะอาศัยวาจาสัตย์ เรากล่าวเพราะอาศัยอะไร
-> ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราพึงกล่าวมุสา เพราะเหตุแห่งสังโยชน์เหล่าใด เราปฏิบัติเพื่อละเพื่อตัดสังโยชน์เหล่านั้น
-> อนึ่ง เราพึงกล่าวมุสา แม้ตนเองพึงติเตียนตนได้ เพราะมุสาวาทเป็นปัจจัย
-> วิญญูชนพิจารณาแล้วพึงติเตียนได้ เพราะมุสาวาทเป็นปัจจัย เมื่อตายไป ทุคติเป็นอันหวังได้
-> เพราะมุสาวาทเป็นปัจจัย มุสาวาทนี้นั่นแหละเป็นตัวสังโยชน์ เป็นตัวนิวรณ์
-> อนึ่ง อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่าใดพึงเกิดขึ้น = เพราะมุสาวาทเป็นปัจจัย เมื่อบุคคลงดเว้นจากมุสาวาทแล้ว อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นแลกระวนกระวายเหล่านั้น ย่อมไม่มี
คําที่เรากล่าวดังนี้ว่า มุสาวาทพึงละได้ เพราะอาศัยวาจาสัตย์ เรากล่าวเพราะอาศัยข้อนี้
(๔) คําที่เรากล่าวว่า ปิสุณาวาจาพึงละได้ =  เพราะอาศัยวาจาไม่ส่อเสียด เรากล่าวเพราะอาศัยอะไร
-> ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราพึงกล่าววาจาส่อเสียด เพราะเหตุแห่งสังโยชน์เหล่าใด เราปฏิบัติเพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์เหล่านั้น
-> อนึ่ง เราพึงกล่าววาจาส่อเสียด แม้ตนเองพึงติเตียนตนได้ = เพราะวาจาส่อเสียดเป็นปัจจัย
-> วิญญูชนพิจารณาแล้ว พึงติเตียนได้ = เพราะวาจาส่อเสียดเป็นปัจจัย เมื่อตายไป ทุคติเป็นอันหวังได้
-> เพราะวาจาส่อเสียดเป็นปัจจัย = ปิสุณาวาจานี้นั่นแหละเป็นตัวสังโยชน์ เป็นตัวนิวรณ์
-> อนึ่ง อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่าใด = พึงเกิดขึ้นเพราะวาจาส่อเสียดเป็นปัจจัย
-> เมื่อบุคคลงดเว้นจากวาจาส่อเสียดแล้ว = อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่านั้น ย่อมไม่มี
คําที่เรากล่าวดังนี้ว่า ปิสุณาวาจาพึงละได้ เพราะอาศัยวาจาไม่ส่อเสียด เรากล่าวเพราะอาศัยข้อนี้
(๕) ก็คําที่เรากล่าวว่า ความโลภด้วยสามารถความกําหนัดพึงละได้ = เพราะอาศัยความไม่โลภด้วยสามารถความกําหนัด เรากล่าวเพราะอาศัยอะไร
-> ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นว่า เราพึงมีความโลภด้วยสามารถความกําหนัด เพราะเหตุแห่งสังโยชน์เหล่าใด เราปฏิบัติเพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์เหล่านั้น
-> อนึ่ง เราพึงมีความโลภด้วยสามารถความกําหนัด แม้ตนเองพึงติเตียนตนได้ = เพราะความโลภด้วยสามารถแห่งความกําหนัดเป็นปัจจัย
-> วิญญูชนพิจารณาแล้วพึงติเตียนได้ = เพราะความโลภด้วยสามารถแห่งความกําหนัดเป็นปัจจัย เมื่อตายไป ทุคติเป็นอันหวังได้
-> เพราะความโลภด้วยสามารถความกําหนัดเป็นปัจจัย ความโลภด้วยสามารถความกําหนัดนี้นั่นแหละ เป็นตัวสังโยชน์เป็นตัวนิวรณ์
-> อนึ่ง อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่าใด พึงเกิดขึ้นเพราะความโลภด้วยสามารถความกําหนัดเป็นปัจจัย
-> เมื่อบุคคลไม่โลภด้วยสามารถความกําหนัด อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่านั้น ย่อมไม่มี
คําที่เรากล่าวดังนี้ว่า ความโลภด้วยสามารถความกําหนัด พึงละได้ เพราะอาศัยความไม่โลภด้วยสามารถความกําหนัด เรากล่าวเพราะอาศัยข้อนี้
(๖) คําที่กล่าวว่า ความโกรธด้วยความสามารถแห่งการนินทาพึงละได้ = เพราะอาศัยความไม่โกรธด้วยสามารถแห่งการนินทา คํานี้เรากล่าวเพราะอาศัยอะไร
-> ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราพึงโกรธด้วยสามารถแห่งการนินทา = เพราะเหตุแห่งสังโยชน์เหล่าใด เราปฏิบัติ เพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์เหล่านั้น
-> อนึ่ง เราพึงโกรธด้วยสามารถแห่งการนินทาแม้ตนเองพึงติเตียนตนได้ = เพราะความโกรธด้วยสามารถแห่งการนินทาเป็นปัจจัย
-> วิญญูชนพิจารณาแล้วพึงติเตียนได้ = เพราะความโกรธด้วยสามารถแห่งการนินทาเป็นปัจจัย เมื่อตายไป ทุคติเป็นอันหวังได้
-> เพราะความโกรธด้วยสามารถแห่งการนินทาเป็นปัจจัย = ความโกรธด้วยสามารถแห่งการนินทานี้นั่นเหละ เป็นตัวสังโยชน์ เป็นตัวนิวรณ์
-> อนึ่ง อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่าใด พึงเกิดขึ้น = เพราะความโกรธด้วยสามารถแห่งการนินทาเป็นปัจจัย
-> เมื่อบุคคลไม่โกรธด้วยสามารถแห่งการนินทา อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่านั้น ย่อมไม่มี
คําที่เรากล่าวดังนี้ว่า ความโกรธด้วยสามารถแห่งการนินทา พึงละได้ เพราะอาศัยความไม่โกรธด้วยสามารถแห่งการนินทา เรากล่าวเพราะอาศัยข้อนี้

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.172 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...