|
31
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 26, ตุลาคม, 2569, 08:23:55 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๗/๖๖) (๔) ธาตุ ๑๐ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก (๔.๑) ธาตุ ๑๐ ได้แก่ รูปธาตุ.. โสตธาตุ..ฆานธาตุ..คันธธาตุ.. ชิวหาธาตุ..รสธาตุ..กายธาตุ.. โผฏฐัพพธาตุ..มโนวิญญาณธาตุ และธัมมธาตุ..(ไม่มีจักขุธาตุ) (๔.๒) เกิดปรากฏแก่อุปปาติกสัตว์ เช่น เปรต..อสุรกาย..สัตว์ดิรัจฉาน..หรือสัตว์นรก ที่ตาบอดมาแต่กำเนิด (๕) ธาตุ ๑๐ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดแก่สัตว์บางพวก (๕.๑) ธาตุ ๑๐ เหล่าอื่นนี้ ได้แก่จักขุธาตุ..รูปธาตุ..ฆานธาตุ..คันธธาตุ..ชิวหาธาตุ..รสธาตุ..กายธาตุ..โผฏฐัพพธาตุ..มโนวิญญาณธาตุ..และธัมมธาตุ (ไม่มีโสตธาตุ) (๕.๒) เกิดปรากฏแก่ อุปปาติกสัตว์ เช่น เปรต..อสุรกาย..สัตว์ดิรัจฉาน..หรือสัตว์นรก ที่หูหนวกมาแต่กำเนิด (๖) ธาตุ ๙ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก (๖.๑) สัตว์บางพวกที่ธาตุทั้ง ๙ นี้จะเกิดปรากฏขึ้นในขณะเกิด ได้แก่ -- เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน และสัตว์นรก -- ที่เป็น อุปปาติกสัตว์ (สัตว์ที่ผุดเกิดโตทันที) -- และเป็นผู้ที่ ตาบอดและหูหนวกมาแต่กำเนิด ในกามธาตุ (๖.๒) ธาตุ ๙ ที่ปรากฏขึ้นในขณะเกิด มีอะไรบ้าง? รูปธาตุ (สภาวะที่เป็นรูปสีต่าง ๆ)..ฆานธาตุ-ประสาทจมูก..คันธธาตุ-กลิ่น..ชิวหาธาตุ-ประสาทลิ้น..รสธาตุ-รส..กายธาตุ-ประสาทกาย..โผฏฐัพพธาตุ-สภาวะที่ถูกต้องกาย เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง..มโนวิญญาณธาตุ-จิตที่รู้แจ้งอารมณ์ทางใจ..ธัมมธาตุ-สภาวะธรรมที่รู้แจ้งได้ด้วยใจ เช่น เจตสิก หรือรูปละเอียด (๖.๓) สภาวะของอายตนะและประสาทรับรู้ของสัตว์ในขณะปฏิสนธินั้นจะแตกต่างกันไปตามกรรมและประเภทการกำเนิด โดยสัตว์กลุ่มที่ตาบอดและหูหนวกมาตั้งแต่เกิดนี้จะไม่มีจักขุธาตุ (ประสาทตา) และโสตธาตุ (ประสาทหู) ปรากฏขึ้นในขณะเกิด จึงมีธาตุเพียง ๙ ประการนี้เท่านั้นที่ปรากฏขึ้นพร้อมกัน (๗) สัจจะ ๑ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก (๗.๑) คือ ทุกขสัจจะ ที่ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวกในกามธาตุในขณะที่เกิด (๗.๒) นอกจากนี้ แม้ในอสัญญสัตตภูมิ (พวกเทวดาอสัญญีสัตว์) ในขณะที่เกิด ก็มีสัจจะเกิดปรากฏขึ้นเพียง ๑ อย่าง ซึ่งก็คือ ทุกขสัจจะ เช่นเดียวกัน ~ เทวดาอสัญญีสัตว์ (อสัญญสัตตาพรหม หรือ พรหมลูกฟัก) คือ พระพรหมในรูปภพ ที่มีแต่ร่างกาย แต่ไม่มีจิตใจ แต่ยังมีทุกขสัจจะ ซึ่งเป็นสภาพแปรปรวนจึงจัดว่ามีทุกขสัจจะ อยู่ แม้จะไม่มีความรู้สึก ความจำ หรือการรับรู้ใด ๆ (๘) อินทรีย์ ๑๔ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก (๘.๑) อินทรีย์ ๑๔ ย่อมเกิดปรากฏในขณะที่เกิด (ปฏิสนธิกาล) ในกามธาตุแก่สัตว์จำพวก กามาวจรเทวดา ผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุต (๘.๒) โดยอินทรีย์ ๑๔ ประการที่เกิดปรากฏร่วมกันในขณะเกิด ประกอบด้วย จักขุนทรีย์ -ประสาทตา..โสตินทรีย์-ประสาทหู..ฆานินทรีย์-ประสาทจมูก..ชิวหินทรีย์-ประสาทลิ้น..กายินทรีย์-ประสาทกาย..มนินทรีย์-ใจ..อิตถินทรีย์-ความเป็นหญิง..หรือ ปุริสินทรีย์-ความเป็นชาย..ชีวิตินทรีย์-ชีวิต..โสมนัสสินทรีย์-ความสบายใจ..หรือ อุเปกขินทรีย์- ความรู้สึกเฉย ๆ..สัทธินทรีย์-ศรัทธา..วิริยินทรีย์-ความเพียร..สตินทรีย์-สติ..สมาธินทรีย์-สมาธิ..ปัญญินทรีย์-ปัญญา (๙) อินทรีย์ ๑๓ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก (๙.๑) อินทรีย์กลุ่มนี้ เกิดปรากฏแก่กามาวจรเทวดา ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต ในกามธาตุ (เทวดาชั้นกามาวจรที่เกิดพร้อมด้วยเหตุ แต่ไม่มีปัญญาประกอบร่วมด้วย) (๙.๒) อินทรีย์ ๑๓ ประการในกลุ่มนี้ ได้แก่ จักขุนทรีย์-ประสาทตา..โสตินทรีย์-ประสาทหู..ฆานินทรีย์-ประสาทจมูก..ชิวหินทรีย์-ประสาทลิ้น..กายินทรีย์-ประสาทกาย..มนินทรีย์-ใจ..อิตถินทรีย์ หรือ ปุริสินทรีย์- ความเป็นหญิงหรือความเป็นชายอย่างใดอย่างหนึ่ง..ชีวิตินทรีย์-ชีวิต..โสมนัสสินทรีย์ หรือ อุเปกขินทรีย์-ความสุขทางใจหรือความรู้สึกเฉย ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง..สัทธินทรีย์-ศรัทธา..วิริยินทรีย์-ความเพียร..สตินทรีย์-สติ..สมาธินทรีย์-สมาธิ (๙.๓) เทวดากลุ่มนี้ปฏิสนธิแบบ "ญาณวิปปยุต" จึงไม่มีปัญญินทรีย์ (ปัญญา) ปรากฏร่วมด้วยในขณะเกิด แต่เนื่องจากเป็นสัตว์ที่มีเพศ จึงมีอิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์ปรากฏอยู่ (๑๐) อินทรีย์ ๑๓ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก (๑๐.๑) อินทรีย์ ๑๓ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์กลุ่มนี้ย่อมเกิดปรากฏแก่ มนุษย์สมัยปฐมกัป ผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุต ในกามธาตุ (มนุษย์ในยุคแรกเริ่มของโลกที่เกิดแบบโอปปาติกะและปฏิสนธิด้วยจิตที่มีปัญญาประกอบร่วม) (๑๐.๒) อินทรีย์ ๑๓ ประการในกลุ่มนี้ ได้แก่ จักขุนทรีย์-ประสาทตา..โสตินทรีย์-ประสาทหู..ฆานินทรีย์-ประสาทจมูก..ชิวหินทรีย์- ประสาทลิ้น..กายินทรีย์-ประสาทกาย)..มนินทรีย์-ใจ..ชีวิตินทรีย์-ชีวิต..โสมนัสสินทรีย์ หรือ อุเปกขินทรีย์-ความสุขทางใจหรือความรู้สึกเฉย ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง..สัทธินทรีย์-ศรัทธา..วิริยินทรีย์-ความเพียร..สตินทรีย์- สติ..สมาธินทรีย์-สมาธิ..ปัญญินทรีย์-ปัญญา |
||
|
32
เมื่อ: 25, ตุลาคม, 2569, 11:29:33 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
แบ่งหมูย่างหน่อยแนะแม่เนื้อกลอย เพียงเล็กน้อยชิ้นเท่ากะละมัง ![]() |
||
|
33
เมื่อ: 25, ตุลาคม, 2569, 03:37:00 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
ชุดเล่นแสงสำแดงฤทธิ์ปิดตาไว้ เราจะได้กินหมู่ย่างอย่างอร่อย ![]() |
||
|
34
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 25, ตุลาคม, 2569, 02:31:31 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๖/๖๖) (๒) อายตนะ ๑๑ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก -- สัตว์กลุ่มนี้เกิดแบบอุปปาติกะ และมีอายตนะบริบูรณ์ อายตนะทั้ง ๑๑ จะเกิดปรากฏพร้อมกันทันที ได้แก่ จักขายตนะ..รูปายตนะ..โสตายตนะ..ฆานายตนะ.. คันธายตนะ..ชิวหายตนะ..รสายตนะ..กายายตนะ..โผฏฐัพพายตนะ..มนายตนะ (จิตหรือวิญญาณที่เป็นใหญ่ในการรับรู้อารมณ์)..ธรรมายตนะ (สภาพธรรมหรืออารมณ์ที่รู้ได้ทางใจ) (หมายเหตุ: อายตนะที่ ๑๒ คือ สัททายตนะ หรือเสียง ไม่ได้เกิดปรากฏขึ้นทันทีในขณะปฏิสนธิ แต่จะเกิดขึ้นภายหลังในปวัตติกาล) ~ ปวัตติกาล = ช่วงเวลาที่เหลือทั้งหมดตลอดชีวิต ตั้งแต่เริ่มใช้ชีวิต จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายก่อนตาย (จุติกาล) (๒.๑) อายตนะ ๑๑ และธาตุ ๑๑ ย่อมเกิดปรากฏแก่ กามาวจรเทวดา, มนุษย์สมัยปฐมกัป, เปรต, อสุรกาย, สัตว์เดียรัจฉาน และสัตว์นรก ที่เป็นอุปปาติกสัตว์ซึ่งมีอายตนะบริบูรณ์ (๒.๑.๑) มีอายตนะ ๑๑ ประการเกิดปรากฏพร้อมกันขณะปฏิสนธิ ได้แก่ จักขายตนะ..รูปายตนะ..โสตายตนะ..ฆานายตนะ..คันธายตนะ..ชิวหายตนะ..รสายตนะ..กายายตนะ..โผฏฐัพพายตนะ..มนายตนะ (ใจ/จิตปฏิสนธิ)..ธัมมายตนะ (อารมณ์ทางใจ/เจตสิกและรูปละเอียดที่เกิดร่วม) (หมายเหตุ: สัททายตนะ หรือเสียง ไม่ได้เกิดปรากฏในขณะนั้น เนื่องจากยังไม่มีเสียงมากระทบประสาทหูในขณะแรกเกิดทันที) (๒.๑.๒) ธาตุ ๑๑ ที่เกิดปรากฏในขณะปฏิสนธิของอุปปาติกสัตว์จำพวกดังกล่าวที่มีอายตนะบริบูรณ์ ย่อมมีธาตุ ๑๑ ประการเกิดปรากฏพร้อมกัน ได้แก่ จักขุธาตุ..รูปธาตุ..โสตธาตุ..ฆานธาตุ..คันธธาตุ..ชิวหาธาตุ..รสธาตุ..กายธาตุ..โผฏฐัพพธาตุ..มโนวิญญาณธาตุ (ตัวจิตปฏิสนธิที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์)..ธัมมธาตุ (เจตสิกและรูปละเอียดที่เกิดร่วม) (๒.๒) อายตนะ ๑๐ และธาตุ ๑๐ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะ (เปรต, อสุรกาย, สัตว์เดียรัจฉาน, สัตว์หูหนวกที่ตาบอดมาแต่กำเนิด หรือหูหนวกมาแต่กำเนิด (๒.๓) อายตนะ ๑๐ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก หมายถึง สัตว์ที่ในขณะเกิดมีอายตนะปรากฏเพียง ๑๐ อย่าง เนื่องจากเป็นพวก "หูหนวกมาแต่กำเนิด" (ชาติต้นธะ) หรือ "ตาบอดมาแต่กำเนิด" (ชาติจักษุ) (๒.๓.๑) อุปปาติกสัตว์ตาบอดจะมีอายตนะเกิดปรากฏ ๑๐ อย่าง (ไม่มีจักขายตนะ) คือ รูปายตนะ..โสตายตนะ..ฆานายตนะ..คันธายตนะ.. ชิวหายตนะ..รสายตนะ..กายายตนะ..โผฏฐัพพายตนะ..มนายตนะ..ธัมมายตนะ --อุปปาติกสัตว์ที่หูหนวกมาแต่กำเนิด: จะมีอายตนะเกิดปรากฏ ๑๐ อย่าง (ไม่มีโสตายตนะ) คือ จักขายตนะ..รูปายตนะ..ฆานายตนะ..คันธายตนะ..ชิวหายตนะ..รสายตนะ..กายายตนะ.. โผฏฐัพพายตนะ..มนายตนะ..ธัมมายตนะ (๒.๓.๒) ธาตุ ๑๐ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะ ในทำนองเดียวกัน ในขณะปฏิสนธิ ธาตุ ๑๐ จะเกิดปรากฏแก่อุปปาติกสัตว์ ที่บกพร่องทางประสาทสัมผัสมาแต่กำเนิดเช่นเดียวกัน -- อุปปาติกสัตว์ที่ตาบอดมาแต่กำเนิด จะมีธาตุเกิดปรากฏ ๑๐ อย่าง (ไม่มีจักขุธาตุ) คือ รูปธาตุ..โสตธาตุ..ฆานธาตุ..คันธธาตุ..ชิวหาธาตุ..รสธาตุ..กายธาตุ..โผฏฐัพพธาตุ..มโนวิญญาณธาตุ..ธัมมธาตุ -- อุปปาติกสัตว์ที่หูหนวกมาแต่กำเนิด: จะมีธาตุเกิดปรากฏ ๑๐ อย่าง (ไม่มีโสตธาตุ) คือ จักขุธาตุ..รูปธาตุ..ฆานธาตุ..คันธธาตุ..ชิวหาธาตุ..รสธาตุ..กายธาตุ..โผฏฐัพพธาตุ..มโนวิญญาณธาตุ..ธัมมธาตุ (หมายเหตุ: หากเป็นอุปปาติกสัตว์ที่มีอายตนะบริบูรณ์ ย่อมปรากฏธาตุ ๑๑ อย่าง (๒.๔) อายตนะ ๑๐ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวกหมายถึง สัตว์กลุ่มที่ปฏิสนธิในครรภ์ (เกิดแบบ คัพภเสยยกะ) ซึ่งในสัปดาห์แรก (กลละ) อายตนะยังพัฒนาไม่ครบ จะมีเพียงอายตนะพื้นฐานทางกายและใจและอารมณ์ที่เกี่ยวเนื่องเท่านั้นอายตนะ ๑๐ ในกลุ่มนี้ ได้แก่ กายายตนะ, มนายตนะ, รูปายตนะ, คันธายตนะ, รสายตนะ, โผฏฐัพพายตนะ และธัมมายตนะ (เป็นอายตนะภายใน ๒ ภายนอก ๕ และอาจรวมส่วนอื่นตามการจำแนกกรรมชรูป)สัตว์บางพวกในที่นี้คือ: มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานทั่วไปที่เกิดในครรภ์หรือเกิดในไข่ (ชลาพุชะและอัณฑชะ) ซึ่งมีอายตนะปรากฏในช่วงแรกเริ่มปฏิสนธิเท่านี้ ก่อนที่จะค่อยๆ งอกออกมาครบในภายหลัง (๒.๕) อายตนะ ๙ และธาตุ ๙ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะซึ่งตาบอดและหูหนวกมาแต่กำเนิด (๒.๖) อายตนะ ๗ และธาตุ ๗ ย่อมเกิดปรากฏแก่ คัพภไสยกสัตว์ (สัตว์ที่เกิดในครรภ์) (๓) ธาตุ ๑๑ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก (๓.๑) ธาตุ ๑๑ = จักขุธาตุ..รูปธาตุ..โสตธาตุ..ฆานธาตุ..คันธธาตุ..ชิวหาธาตุ..รสธาตุ..กายธาตุ..โผฏฐัพพธาตุ..มโนวิญญาณธาตุ..ธัมมธาตุ (๓.๒) เกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน? ธาตุทั้ง ๑๑ จะเกิดปรากฏแก่สัตว์ที่เป็น "อุปปาติกสัตว์" (สัตว์ที่ผุดเกิด) ซึ่งมีอายตนะบริบูรณ์ ในกามธาตุ ได้แก่ กามาวจรเทวดา..มนุษย์สมัยปฐมกัป..เปรต..อสุรกาย..สัตว์ดิรัจฉาน..สัตว์นรก |
||
|
35
เมื่อ: 25, ตุลาคม, 2569, 10:36:57 AM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ข้าวหอม | ||
|
ตาจะเสียหรือเปล่าเล่าพี่ชาย เห็นมาหลายคนมองต้องตาลอย ![]() |
||
|
36
เมื่อ: 25, ตุลาคม, 2569, 10:33:22 AM
|
||
| เริ่มโดย ปลายฝน คนงาม - กระทู้ล่าสุด โดย ข้าวหอม | ||
|
เราเพิ่งจะรู้ ว่าพริกกับกระเทียมเขาเป็นแฟนกัน เราเห็นกับตาเมื่อคืนนี้ เราเดินเข้าไปในครัว เราเห็นพริกหอมกระเทียม ![]() |
||
|
37
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 25, ตุลาคม, 2569, 07:28:11 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๕/๖๖) (๑.๒.๑) สัจจะ ที่ปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก -- ทุกขสัจจะ ๑ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวกในขณะเกิด อินทรีย์และเหตุที่ปรากฏ -- อินทรีย์ที่เกิดร่วมในกามธาตุขณะปฏิสนธิจะแปรผันตามภูมิและประเภทการปฏิสนธิของสัตว์เหล่านั้น (๑.๒.๒) อินทรีย์ ๑๔ และเหตุ ๓ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ ที่เป็นวิปากเหตุ) ย่อมเกิดปรากฏแก่ กามาวจรเทวดา ผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุตอินทรีย์ ๑๔ และเหตุ ๓ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ ที่เป็นวิปากเหตุ) ~ อินทรีย์ ๑๔ ได้แก่ จักขุนทรีย์..โสตินทรีย์..ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์..สมาธินทรีย์ และปัญญินทรีย์ ~ สเหตุกญาณสัมปยุต = ผู้ที่เกิดมาด้วยจิตที่มีเหตุฝ่ายดีประกอบและมีปัญญาเกิดร่วมด้วย (หรือที่เรียกว่า ติเหตุกบุคคล) (๑.๒.๓) อินทรีย์ ๑๓ และเหตุ ๒ (อโลภะ อโทสะ ที่เป็นวิปากเหตุ) ย่อมเกิดปรากฏแก่ กามาวจรเทวดา ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต (อินทรีย์เหมือนข้างต้นแต่ไม่มีปัญญินทรีย์) ~สเหตุกญาณวิปปยุต = จิตที่มีเหตุประกอบร่วมด้วย แต่ไม่ได้ประกอบด้วยปัญญา (๑.๒.๔) อินทรีย์ ๑๓ และเหตุ ๓ ย่อมเกิดปรากฏแก่ มนุษย์สมัยปฐมกัป ผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุต ~ อินทรีย์ ๑๓ ได้แก่ จักขุนทรีย์..โสตินทรีย์..ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..มนินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..โสมนัสสินทรีย์ หรือ อุเปกขินทรีย์..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์..สมาธินทรีย์.. ปัญญินทรีย์ ~ เหตุ ๓ ที่เกิดปรากฏ = สาเหตุที่เป็นกุศลซึ่งส่งผลในปฏิสนธิ เป็นวิบากเหตุ มี อโลภะที่เป็นวิปากเหตุ..อโทสะที่เป็นวิปากเหตุ..อโมหะที่เป็นวิปากเหตุ (ความไม่หลงหรือปัญญาที่เป็นผลของกรรม) (๑.๒.๕) อินทรีย์ ๑๒ และเหตุ ๒ ย่อมเกิดปรากฏแก่ มนุษย์สมัยปฐมกัป ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต -- จะมีอินทรีย์เกิดขึ้นในกามธาตุ ๑๒ ประการ คือ จักขุนทรีย์..โสตินทรีย์..ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์.. กายินทรีย์..มนินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..โสมนัสสินทรีย์ หรือ อุเปกขินทรีย์..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์..สมาธินทรีย์ -- เหตุ ๒ ประการ = อโลภะที่เป็นวิปากเหตุ..อโทสะที่เป็นวิปากเหตุ -- คนกลุ่มนี้จะมีสภาพร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์เป็นปกติเหมือนคนทั่วไป แต่อ่อนกำลังกว่าติเหตุกบุคคล (ผู้มีเหตุ ๓) จึงไม่สามารถทำฌาน อภิญญา หรือบรรลุมรรคผลนิพพานได้ในชาตินั้น (๑.๒.๖) อินทรีย์ ๙ และเหตุ ๒ ย่อมเกิดปรากฏแก่ คัพภไสยกสัตว์ ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต -- อินทรีย์ ๙ ได้แก่ กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์ หรือ ปุริสินทรีย์..โสมนัสสินทรีย์ หรือ อุเปกขินทรีย์..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์..สมาธินทรีย์ -- เหตุ ๒ ที่ปรากฏขณะปฏิสนธิของคัพภไสยกสัตว์ที่เป็นญาณวิปปยุต จะมี อโลภะที่เป็นวิปากเหตุ..อโทสะที่เป็นวิปากเหตุ (๑.๒.๗) อินทรีย์ ๙ ย่อมเกิดปรากฏแก่ เปรต, อสุรกาย, สัตว์เดียรัจฉาน, สัตว์นรกที่เป็นอุปปาติกสัตว์ ซึ่งมีอายตนะบริบูรณ์ ที่ไม่มีเหตุเกิดร่วม (อเหตุกสัตว์) (๑.๒.๘) อินทรีย์ ๘ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์อเหตุกะที่เป็นอุปปาติกสัตว์ในกามธาตุ ซึ่งตาบอดหรือหูหนวกมาแต่กำเนิด -- อินทรีย์ ๘ ได้แก่ โสตินทรีย์.. ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์..ชีวิตินทรีย์ และ อุเปกขินทรีย์ (๑.๒.๙) อินทรีย์ ๗ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์อเหตุกะที่เป็นอุปปาติกสัตว์ ซึ่งตาบอดและหูหนวกมาแต่กำเนิด -- อินทรีย์ ๗ ได้แก่ ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์..ชีวิตินทรีย์ และอุเปกขินทรีย์ (๑.๒.๑๐) อินทรีย์ ๕ ย่อมเกิดปรากฏแก่ คัพภไสยกสัตว์ (ที่เป็นสเหตุกะแต่ไม่มีเพศปรากฏในขณะเกิด หรือเป็นอเหตุกะแต่มีเพศ) -- อินทรีย์ ๕ ปรากฏได้แก่ กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์..ชีวิตินทรีย์ และอุเปกขินทรีย์ (๑.๒.๑๑) อินทรีย์ ๔ ย่อมเกิดปรากฏแก่ คัพภไสยกสัตว์ที่เป็นอเหตุกนปุงสกลักษณ์ (ไม่มีเพศและไม่มีวิปากเหตุเกิดร่วมด้วย) -- อินทรีย์ ๔ ได้แก่ กายินทรีย์..มนินทรีย์..ชีวิตินทรีย์ และอุเปกขินทรีย์ (๑.๒.๑๒) อาหาร ผัสสะ และจิตเจตสิกที่ปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวกธรรมเหล่านี้ย่อมปรากฏแก่สัตว์ทุก ๆ จำพวกในกามธาตุขณะเกิดอย่างเสมอภาคกัน (๑.๒.๑๓) อาหาร ๔ ได้แก่ กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหาร (๑.๒.๑๔) ผัสสะ ๑ คือ มโนวิญญาณธาตุสัมผัส ~ มโนวิญญาณธาตุสัมผัส = คือการกระทบกันระหว่างใจ (มโน) กับอารมณ์ทางใจ พร้อมกับมโนวิญญาณ เกิดเป็นความรู้สึกสัมผัสทางใจหรือมโนสัมผัส (๑.๒.๑๕) เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑ และจิต ๑ (ซึ่งแสดงสภาวะผ่านมโนวิญญาณธาตุ) -- เวทนา ๑ = สภาวะธรรม: คือ ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ อันเกิดแต่เจโตสัมผัส หรือกิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส ~ เจโตสัมผัส = กิริยาหรืออาการที่จิตเข้ากระทบหรือเสวยอารมณ์ภายในจิตใจโดยตรง -- สัญญา ๑ = สภาวะธรรม: คือ การจำ กิริยาที่จำ และความจำ อันเกิดแต่เจโตสัมผัส -- เจตนา ๑ = สภาวะธรรม: คือ การคิด กิริยาที่คิด และความคิด อันเกิดแต่เจโตสัมผัส -- จิต ๑ = สภาวะธรรม: คือ จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ (ธรรมชาติที่ผ่องใส) มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ และมโนวิญญาณธาตุที่สมกัน -- มโนวิญญาณธาตุ ๑ = สภาวะที่รองรับการทำงานของจิตและเจตสิกข้างต้น ~ มโนวิญญาณธาตุ = สภาพธรรมชาติที่เป็นธาตุรู้แจ้งทางใจ หรือคือ "จิต" ส่วนใหญ่ทำหน้าที่รู้อารมณ์และนึกคิด --ในการทำงานจริงนั้น วิญญาณทางทวารทั้ง ๕ (เช่น จักขุวิญญาณที่เกิดขึ้นที่ตา) ย่อมต้องมี "มโนวิญญาณ" (ความรู้สึกทางใจที่เกิดขึ้นที่หทยวัตถุ) เข้าร่วมทำงานด้วยเสมอ เพื่อทำหน้าที่รับรู้ภาพ เสียง กลิ่น รส สัมผัสต่อ และเกิดเป็นความคิดปรุงแต่ง (เจตสิกธรรม) เช่น ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิตก วิจาร มนสิการ ขึ้นมาสืบเนื่องกันไป |
||
|
38
เมื่อ: 24, ตุลาคม, 2569, 10:52:48 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
วิ้งเสียจนดวงตาที่จับจ้อง เปล่งแสงส่องวับไหวดุจไฟฉาย ![]() |
||
|
39
เมื่อ: 24, ตุลาคม, 2569, 08:13:36 PM
|
||
| เริ่มโดย ฝาตุ่ม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
![]() รอน้ำลด…ค่อยกดชัตเตอร์ รัฐบาลโปรดฟังระวังถ้อย แรงเหลือน้อยเต็มทีมิหนีห่าง เร่งช่วยคนริมคลองทั้งสองทาง ถึงน้ำกว้างเพียงใดยังไปทัน คนอุ้มลูกฝ่าฝนต้องทนหนาว หอบผ้าขาวห่มเด็กตัวเล็กสั่น ส่งอาหารจานน้อยทยอยปัน ร่วมฝ่าฟันทุกคราวแม้หนาวนาน ขอท่านอยู่สงบรอจบก่อน คนเดือดร้อนขอทางอย่าวางด่าน ขอเพียงเปิดเส้นทางอย่าขวางงาน ให้ชาวบ้านช่วยคนจนพ้นภัย เมื่อน้ำลดหมดเหตุถึงเขตพัก ค่อยมาทักถามความตามข่าวไหม เก็บภาพหลังความเศร้าจางเบาไป โปรดหลีกให้คนสู้ได้กู้เมือง ![]() FaTum ![]() |
||
|
40
เมื่อ: 24, ตุลาคม, 2569, 07:33:11 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
ชุดงามงามหยิบเปลี่ยนเวียนสีมา ให้หรูหราสมหญิงวิ้งประกาย ![]() |
||







