เอื้องดอยแย้มแต้มฝันวันปอยหลวง พราวพร่างพวงช่อจานดอกบานเบ่ง สีเหลืองอ่อนโอนเอียงตามเสียงเพลง ไม่หวั่นเกรงแย้มรับแดดกับลม ღ ลิตเติลเกิร์ล ღ ยกเพลงนี้มาคั่นบทกลอนนะคะ "สระเอง" ลงเอง ต่อเอง เอาซิเอา เนาะ ![]() ° . *₊ ☆ ° . ☆ *₊ ☆ ล่องแม่ปิง - สุนทรี |
|
31
เมื่อ: 13, กันยายน, 2569, 10:48:05 AM
|
||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | ||
|
|
||
|
32
เมื่อ: 13, กันยายน, 2569, 10:26:25 AM
|
|||
| เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
|
|||
|
33
เมื่อ: 13, กันยายน, 2569, 10:13:55 AM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | ||
|
นั่งผัดวันประกันพรุ่งพุ่งก็ย้อย เวลาคล้อยผ่านรู้คือหมูหัน ![]() |
||
|
34
เมื่อ: 13, กันยายน, 2569, 08:59:16 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (ต่อหน้า ๔/๗) [ข] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้พระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล (๑) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอยังจําโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ที่เราแสดงแล้วได้หรือไม่ (๒) ท่านพระมาลุงกยบุตรได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังจําได้ซึ่งโอรัมภาคิสังโยชน์ ๕ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว (๓) ดูก่อนมาลุงกยบุตร ก็เธอจําโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ที่เราแสดงแล้วว่าอย่างไร (๓.๑) สักกายทิฏฐิจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน (๓.๒) ส่วนสักกายทิฏฐิอันเป็นอนุสัยเท่านั้นย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น (๔) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังจําได้ซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส กามฉันทะ พยาบาท ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว [ค] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เคยแสดงโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เหล่านี้แก่ นักบวช พวกอัญญเดียรถีย์ ซึ่งได้โต้เถียงว่า (๑) แม้แต่ความคิดว่า กายของตน ดังนี้ (๑.๑) กายของตน ย่อมมีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่ ก็สักกายทิฏฐิจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน ~ กายของตน" จะไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่คำถามที่ว่า "สักกายทิฏฐิจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน" จึงเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นในขณะนั้น (๑.๒) ส่วนสักกายทิฏฐิอันเป็นอนุสัยเท่านั้นย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น ~ สักกายทิฏฐิ อันเป็นอนุสัย (ความยึดถือตัวตนที่ยังไม่แสดงตัว) ได้นอนเนื่องติดตามตัวเด็กนั้นอยู่แล้ว เมื่อมีเหตุปัจจัยกระทบกระทั่ง เมื่อเติบโตขึ้น กิเลสเหล่านั้นจึงแสดงตัวออกมาเป็นความยึดมั่นถือมั่น (๒) แม้แต่ความคิดว่า ธรรมทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่ (๒.๑) ก็ความสงสัยในธรรมทั้งหลาย จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน ~ พระพุทธเจ้าทรงอุปมาให้เห็นว่า แม้เด็กกุมารอ่อนที่ยังนอนหงาย จะยังไม่มีความคิดหรือความเข้าใจในเรื่องธรรมะและยังไม่เกิดความสงสัยอย่างชัดเจน แต่กิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ภายในจิตก็ยังคงมีอยู่พร้อม (๒.๒) ส่วนวิจิกิจฉาอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น ~ วิจิกิจฉา (ความสงสัย) อันเป็น อนุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิต) เท่านั้น ย่อมนอนตาม (ซุกซ่อนอยู่) แก่เด็กนั้น (๓) แม้แต่ความคิดว่า ศีลทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่ (๓.๑) สีลัพพตปรามาสในศีลทั้งหลาย จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน ~ เด็กกุมารอ่อนยังไม่รู้จักคำว่าศีลหรือข้อวัตรปฏิบัติ จึงไม่มีความคิดที่จะลูบคลำหรือยึดมั่นถือมั่นอย่างผิดๆ (สีลัพพตปรามาส) ในขณะนั้น (๓.๒) ส่วนสีลัพพัตตปรามาสอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น ~ ความเห็นผิดหรือการยึดถือศีลพรตอย่างผิดๆ ยังไม่แสดงออกมาเป็นความคิดหรือการกระทำในตอนนั้นแต่เชื้อกิเลสหรือความยึดถือที่นอนเนื่องอยู่ภายในจิตใจ (อนุสัย) มีอยู่พร้อมแล้ว และพร้อมจะแสดงผลเมื่อมีปัจจัย (๔) แม้แต่ความคิดว่า กามทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่ (๔.๑) ก็กามฉันทะในกามทั้งหลายจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นที่ไหน ~ ทารกหรือเด็กเล็กที่ยังนอนหงายอยู่ ยังย่อมไม่มีความพอใจรักใคร่ในกาม กามฉันทะจึงยังไม่เกิดขึ้นแก่เด็กนั้นจากที่ไหนเลย (๔.๒) ส่วนกามราคะอันเป็นอนุสัยเท่านั้นย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น ~ กามราคะอันเป็นอนุสัยคือ กิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องภายในจิตใจ แม้จะยังไม่แสดงตัวออกมาเป็นความคิดหรืออารมณ์ แต่ก็พร้อมจะตื่นขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัยกระทบ (๕) แม้แต่ความคิดว่า สัตว์ทั้งหลายดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่ (๕.๑) ก็ความพยาบาทในสัตว์ทั้งหลายจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นที่ไหน ~ หมายถึงแม้เด็กแบเบาะจะยังไม่มีความคิดเรื่องความโกรธแค้น แต่เชื้อกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิตยังคงมีอยู่ (๕.๒) ส่วนพยาบาทอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น ~ แม้เด็กอ่อนที่นอนหงายยังไม่รู้จัก แต่ความพยาบาทที่เป็นอนุสัยยังคงแฝงอยู่ [ง] ท่านพระอานนท์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระสุคต เวลานี้เป็นกาลสมควรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรงแสดงโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักทรงจําไว้ |
||
|
35
เมื่อ: 13, กันยายน, 2569, 06:28:42 AM
|
||
| เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร | ||
|
ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร น้ำ-ฟ้า-ป่า-ฝน น้ำใสสด หยดริน ชีวินชื่น ชีพพลิกฟื้น คืนขจี ศรีสวรรค์ เหล่าพรรณไม้ พฤกษา ในอรัญ ทั่วเขตขัณฑ์ มณฑล ชลประทาน หมู่เมฆา เหนือฟากฟ้า ทะมึนดำ ล้วนตอกย้ำ วัฏจักร เพียรขับขาน ธารหมุนเวียน เปลี่ยนเป็นไอ ไปตามกาล ร่วมเจือจาน ธรรมชาติ อย่างอาจอง สารพัด สีสัน พฤกษชาติ ป่าวประกาศ ผืนวนา พาใหลหลง หลากหลายร่าง เสริมสร้าง เป็นป่าดง ผืนไพรพง โอบรัด มัดจิตใจ ปรายลงมา จากผืนฟ้า หยาดพิรุณ ร่วมเกื้อหนุน ชีวี สุขสดใส ทั้งน้ำ-ฟ้า ป่า-ฝน ร่วมหทัย เป็นกลไก แห่งโลกา ค่าควรเมือง คนเรียนไพร ๑๑ กันยายน ๒๕๖๙ |
||
|
36
เมื่อ: 13, กันยายน, 2569, 06:27:45 AM
|
||
| เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร | ||
![]() ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร มารศาสนา ด้วยผันผ่าน กาลเวลา มาช้านาน เหล่าคนพาล รุมถล่ม เกือบล่มสลาย พุทธรรม ขัดเกลา ไม่อาจคลาย เคยเป็นสงฆ์ กลับกลาย อลัชชี ทั้งเกาะกิน กัดกร่อน บ่อนทำลาย ดูละม้าย คล้ายสร้าง มารวิถี สร้างชอกช้ำ ระกำใจ คนทำดี แสนอัปรีย์ ชั่วช้า หล้าจัญไร เป็นทองแท้ ไม่แพ้ ไฟนรก ธรรมปักษ์ปก สร้างสุข ทุกสมัย เปรียบประดุจ โรคร้าย ทำลายใจ สร้างหวั่นไหว หมกไหม้ ในอาณา สมีแย้ม อลงกต อติโชติ หฤโหด ล้วนหมู่มาร ศาสนา ต้องกำจัด ให้หมดสิ้น ถิ่นกาสาฯ สร้างศรัทธา พลิกฟื้น คืนพุทธคุณ คนเรียนไพร ๑๐ กันยายน ๒๕๖๙ |
||
|
37
เมื่อ: 12, กันยายน, 2569, 11:37:06 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
งั้นกินก่อนละหนอรอเวลา สิ้นปีหน้าสองครั้งยังลดทัน ![]() |
||
|
38
เมื่อ: 12, กันยายน, 2569, 08:02:15 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ข้าวหอม | ||
|
กินรอไปพลางก่อนนะตอนนี้ ของหวานกินเต็มที่เถอะพี่จ๋า ![]() |
||
|
39
เมื่อ: 12, กันยายน, 2569, 06:59:50 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (ต่อหน้า ๓/๗) ๓๔."อนาคาฯ"อยู่แล้....................................เจริญูธรรม เดินไป ลุนิพพานเสร็จหนำ.........................................ล่วงแล้ว มิคืนเกิดอีกนำ................................................ณโลก "สังโยชน์โอรัมฯ"แป้ว......................................ครบห้าตัดผอง ๓๕.พุทธ์เจ้าสิตรัส"ทุติยฌาน".......................ผิสงฆ์พานหทัยผ่อง "ธรรมเอก"อุบัติจะอนะครอง............................วิตก,ตรองสงบไกล ๓๖.ใจคงเหลือสุขท้น..................................เพราะสมาธิ์ ปีติมี ถึงล่วงฌานสามครา........................................อุเบกฯน้อม "ปีติ"จบ"สติ"มา...............................................มีครบ "สัมปชัญฯ" เสวยสุขนามกายพร้อม....................................รับพร้องสรรเสริญ ๓๗.แลสงฆ์ลุแล้ว"จตุตถ์ฌาน"......................ละทุกข์พานลิสุขเพลิน เหลือ"อุเบกขะ,สติ"เดิน....................................สะอาดอยู่ตลอดแฉ ๓๘.แลพุทธ์องค์ตรัสน้อม.............................."อรูปฌาน" บ รูป สงฆ์ล่วง"อากาฯ"พาน.......................................จ่อล้ำ "อากาศไม่มี"ขาน.............................................แลดับ "จำ"หยาบ "จำ"หลากหลายดับย้ำ......................................จิตรู้กุศลหนา ๓๙.ครันสงฆ์ลุ"วิญยตนฌานฯ"......................เพราะย้ำขานกะ"คำ"กล้า วิญญาณมิสุดลุมหึมา........................................"อุเบกขะ"อารมณ์ ๔๐.ลุฌานสมล่วงก้าว...................................."อากิญ- จัญญาฯ" ขานไม่มีใดผลิน...............................................ว่างแท้ สงบนิ่งสบายจินต์.............................................จิตละเอียด สังโยชน์โอรัมฯแล้............................................ตัดได้หมดหนำ ๔๑.อานนท์สิถามปฏิปทา...............................ละทั้งห้าซิโอรัมฯ ไยเรียกสิต่างเจาะทวินำ....................................วะ"ปัญญะวิมุตติ์"แฉ ๔๒.แฉ"เจโตวิมุติ"พ้น....................................เพราะสมาธิ์ กำลัง อีกหนึ่งคือ"ปัญญา-...........................................วิมุติ"ด้วย ปัญญาเลิศจริงหนา...........................................จิตล่วง อริยสัจ อาสวะรานม้วย..................................................ไม่ใช้สมาธิ์แฉ ๔๓.ทรงตรัสเพราะอินทริยะชี้.........................ปะสงฆ์มีซิต่างแน่ อินทรีย์สิห้าเจาะตบะแล.....................................จะควบคุมหทัยเผย ๔๔.เปรย"ศรัทธา"เชื่อแท้................................ผลกรรม "วิริยินฯ"เพียรนำ................................................มุ่งพร้อม "สตินทรีย์,สติ"ทำ...............................................คุมจิต มิเผลอ เป็นใหญ่"สมาธินฯ"น้อม......................................มั่นกล้าจิตคง ๔๕."ปัญญินฯ"จะพาหทยะชัด..........................."อรีย์สัจ"ซิรู้ตรง ตัดไวลิ"อาสวะ"ประสงค์.....................................อวิชชาสิสิ้นไป ๔๖.อินทรีย์ไวเด่นแล้ว....................................วิมุติหนา "สังโยชน์โอรัมฯ"ครา..........................................ตัดพร้อม พุทธ์องค์ตรัสจบพา............................................รตียิ่ง อานนท์ ภาษิตแจงละเอียดน้อม.......................................กระจ่างแท้จำเอย ฯ|ะ แสงประภัสสร ๔. มหามาลุงกยโอวาทสูตร โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ : [เล่มที่ ๒๐] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้า ๓๐๘ - ๓๑๕ : มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา https://share.google/rKWKZXx8c6o0DfB9S ๔. มหามาลุงกยโอวาทสูตร [ก] โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ = หรือสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ คือกิเลสหยาบที่ผูกมัดจิตใจให้ติดอยู่กับกามโลก (๑) สักกายทิฏฐิ = ความเห็นผิดว่าร่างกายและขันธ์ ๕ เป็นตัวตนของเรา (๒) วิจิกิจฉา = ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย (๓) สีลัพพตปรามาส = การถือศีลและพรตหรือพิธีกรรมอย่างงมงายด้วยความเข้าใจว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงแค่นั้น (๔) กามฉันทะ (กามราคะ) = ความกำหนัดและความติดใจในกามคุณ (๕) พยาบาท (ปฏิฆะ) = ความขัดเคืองใจ ความหงุดหงิด หรือความผูกใจเจ็บคิดแค้น |
||
|
40
เมื่อ: 12, กันยายน, 2569, 09:00:24 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (ต่อหน้า ๒/๗) ๑๗."กามราคะ"รุมกะปุถุชน.......................ฤดีท้นรตีแล ติดกามคุณเจาะมทะแน่................................ซิใจหลงมิคลายเผย ๑๘.ใจชนเคยฆาตกล้า..............................ครอบงำ รัดรึง ฆาตแกร่งมิอาจทำ........................................ขจัดได้ สังโยชน์มัดจิตหนำ......................................."พยาบาท" มิหนี มรรคนั่นแลตัดไซร้.......................................กิเลสสิ้นหมดพลัน ๑๙.พุทธ์เจ้าสิตรัสนรสดับ.........................พระธรรมนับฉลาดครัน รอบรู้วิธีสละฉะนั้น........................................กะ"สักกายฯ"เจาะยึดตน ๒๐.ยล"วิจิกิจฯ"แล้....................................สงสัย "สีลัพฯ"ยึดพรตไกล......................................ไม่แคล้ว "กามราคะ"รตีไว...........................................กำหนัด มากมาย "พยาบาท"รุมจิตแปัว.....................................รุ่มร้อนฤทัย ๒๑.สังโยชน์ฉะนี้,อริยะสงฆ์........................พลังส่งซิเหนือไข ย่อมรู้อุบาย,ตัดละอนุสัย................................ซิด้วยมรรคประเสริฐเผย ๒๒.พุทธ์องค์เปรยคิดล้าง..........................."โอรัม-สังโยชน์ฯ" มิพึ่งมรรคตัดหนำ..........................................ยากไซร้ จะเอา"แก่น"มินำ............................................กระพี้,เปลือก ถากออก มิใช่ฐานะทำได้.............................................เสร็จแท้เลยแฉ ๒๓.ทรงตรัสตริมรรคปฏิปทา......................สิหวังฆ่ากิเลสแน่ สัมฤทธิ์สิเอยก็ดุจะแล....................................กระพี้,เปลือกลุ"แก่น"เห็น ๒๔.ประเด็นชนคิดแท้.................................มรรคเจริญ ตัดละ "สังโยชน์โอรัมฯ"เยิน......................................กิเลสห้า จะสามารถทำเผชิญ.......................................ลำดับ ครรลอง สังโยชน์มัดสัตว์ล้า.........................................เสร็จแล้วจริงผล ๒๕.พุทธ์เจ้าตริชนพละทกล้า........................กะ"คงคา"นทีล้น ดุจปัญญะชนจะชินะดล...................................สิถึงสัจธรรมไหม ๒๖.ใครพลังมิมากด้อย................................มิถึง อีกฟาก อาจพินาศกลางทางพึง....................................จ่อม้วย อินทรีย์ไป่พอตรึง............................................จรล่วง โอฆะ จิตไม่บรรลุด้วย...............................................เมื่อได้ฟังธรรม ๒๗.พุทธ์เจ้าสิเปรียบนรพลัง.........................ลุข้ามฝั่งนทีนำ อินทรีย์สิกล้าพิระกระหน่ำ...............................ฤทัยมั่นกิเลสวาย ๒๘.กรายชนฟังแน่วแท้................................ธรรมเอย เสร็จแล ดล"สักกายทิฏฐ์"เผย.......................................ดับพ้น มีพลังเด่นไวเลย..............................................ลุประสบ "สังโยชน์โอรัมฯ"ท้น........................................ยิ่งห้าดับปลง ๒๙.พุทธ์เจ้าเจาะมรรคปฏิปทา.....................ละทิ้งหนากิเลสบ่ง ด้วยรูปฌานสิจตุส่ง.........................................ละสังโยชน์สิห้าแฉ ๓๐.แลสงฆ์สงัดแท้.......................................จาก"กาม, อกุศล" ลุ"ปฐมฌาน"ตาม.............................................สุขแท้ พินิจรูปขันธ์..ผลาม.........................................มิเที่ยง เป็นทุกข์ มีเสื่อม,โทรม,สูญแล้........................................ไป่น้อมตัวตน ๓๑.สงฆ์น้อมสิถึง"อมตธาตุ"..........................วะธรรมชาติสงบยล เลิกปรุงลิ"อยาก"ละรติด้น................................กิเลสดับเจาะทุกข์ผลาญ ๓๒.สงฆ์กรานวิปัสส์ฯแท้...............................คิดหนา ไตรลักษณ์ "อนิจจ์ฯ,ทุกข์,อนัตตา"......................................จิตพร้อม ถึงพระนิพพานครา...........................................หวังหมด อาสวะ บรรลุอรหันต์น้อม.............................................ตัดถ้วน"โอรัมฯ" ๓๓.สังโยชน์สิห้าละครบ................................มฤตจบสภาพนำ เป็น"โอปปาติกะ"ถลำ........................................ณ ชั้น"สุทธะวาส"หนา |
||



