Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 10
 31 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / ห้องนั่งเล่นพักผ่อน / Re: แค่..อยากฟังเพลง
 เมื่อ: 30, กรกฎาคม, 2569, 10:58:52 AM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


รอยสัญญาฝังทรวงทุกห้วงจิต
ครวญคร่ำคิดทุกข์ทนจนใจหาย
พี่ทำเหมือนอย่างเช่นซ่อนเร้นกาย
หรือแหนงหน่ายรักเก่าเฝ้าแรมรา

ღ  ลิตเติลเกิร์ล  ღ

° :. ° .☆   . ● .° °★

♫  คิดถึงพี่ ♫  วิภา จันทรกูล



 32 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 30, กรกฎาคม, 2569, 08:39:28 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๓/๕) ประมวลธรรม : ๗๕.พหุเวทนิยสูตร

๙. พหุเวทนิยสูตร
ว่าด้วยช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ
[ก] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวนาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี
~ เชตวนาฯ= วัดเชตวันมหาวิหาร เป็นอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี ตั้งอยู่ที่สวนเจ้าเชต นอกเมืองสาวัตถี ซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีซื้อมาด้วยเงินมากถึง ๑๘ โกฏิ วัดแห่งนี้นับว่าเป็นวัดและที่มั่นสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล และเป็นวัดที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษามากที่สุดถึง ๑๙ พรรษา เป็นสถานที่เกิดเรื่องราวต่าง ๆ ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนามากมาย
(๑) ครั้งนั้น นายช่างไม้ชื่อ ปัญจกังคะ เข้าไปหาท่านพระอุทายี นมัสการแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
[ข] กถาว่าด้วยเวทนา
(๑) นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กล่าวกะท่านพระอุทายีว่า ท่านพระอุทายี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้เท่าไร
(๒) ท่านพระอุทายีตอบว่า : ดูก่อนคฤหบดี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๓ ประการ คือ สุขเวทนา ๑; ทุกขเวทนา ๑; อทุกขมสุขเวทนา ๑
(๓) ปัญจกังคะ กล่าว : ข้าแต่ท่านพระอุทายี พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ตรัสเวทนาไว้ ๓ ประการ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๒ ประการ คือ สุขเวทนา ๑; ทุกขเวทนา ๑; เพราะอทุกขมสุขเวทนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสุขอันสงบ อันประณีตแล้ว
ปัญจกังคะ : กล่าวยืนคําเป็นครั้งที่ ๒
(๔) ท่านพระอุทายี : ได้กล่าวเป็นครั้งที่ ๓
(๕) นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ : ได้กล่าวเป็นครั้งที่ ๓
(๖) ท่านพระอุทายีไม่สามารถจะให้นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะยินยอมได้ นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะก็ไม่สามารถจะให้ท่านพระอุทายียินยอมได้
(๗) ท่านพระอานนท์ได้สดับถ้อยคําเจรจาของท่านพระอุทายีกับนายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ
-> จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้กราบทูลถ้อยคําเจรจาของท่านพระอุทายีกับนายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะทั้งหมด -> พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะไม่ยอมตามบรรยายอันมีอยู่ของพระอุทายี และพระอุทายีก็ไม่ยอมตามบรรยายอันมีอยู่ของนายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ ดูก่อน
-> ท่านพระอุทายีได้กล่าวเป็นครั้งที่ ๒ ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ตรัสเวทนาไว้ ๒ ประการ แต่ตรัสไว้ ๓ ประการ คือ สุขเวทนา ๑, ทุกขเวทนา ๑, อทุกขมสุขเวทนา ๑
(๘) พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสกับพระอานนท์
(๘.๑) แม้เวทนา ๒ เราได้กล่าวแล้วโดยปริยาย
-> ถึงเวทนา ๓ เวทนา ๔ เวทนา ๕ เวทนา ๖ เวทนา ๑๘ เวทนา ๓๖ เวทนา ๑๐๘ เราก็กล่าวแล้วโดยปริยาย
(๘.๒) ดูก่อนอานนท์ ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยปริยายอย่างนี้แล ผู้ใดไม่รู้ตามด้วยดี; ไม่สําคัญตามด้วยดี; ไม่ยินดีตามด้วยดี; ซึ่งคําที่กล่าวดี พูดดี ของกันและกัน ในธรรมที่เราแสดงโดยปริยายอย่างนี้แล้ว
-> ผู้นั้นจะได้ผลอันนี้ คือ จักบาดหมาง ทะเลาะวิวาท ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอก คือ ปากอยู่
(๘.๓) ดูก่อนอานนท์ ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยปริยายอย่างนี้ ผู้ใดรู้ตามด้วยดี; สําคัญตามด้วยดี; ยินดีตามด้วยดี ซึ่งคําที่กล่าวดี พูดดี ของกันแลกัน ในธรรมที่เราแสดงโดยปริยายอย่างนี้แล้ว
-> ผู้นั้นจะได้ผลอันนี้ คือ จักพร้อมเพรียง บันเทิง ไม่วิวาทกัน เป็นเหมือนน้ำนมระคนกับน้ำ แลดูกันด้วยสายตาเป็นที่รักอยู่
[ค] กามคุณ ๕
(๑) ดูก่อนอานนท์ กามคุณ ๕ นี้เป็นไฉน
-> คือ รูปอันจะพึงรู้ด้วยจักษุ อันสัตว์ปรารถนา ใคร่ พอใจ เป็นที่รัก ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกําหนัด
-> เสียงอันจะพึงรู้โดยโสตะ...
-> กลิ่นอันจะพึงรู้ด้วยฆานะ..
-> รสอันจะพึงรู้ด้วยชิวหา...
-> โผฏฐัพพะอันจะพึงรู้ด้วยกาย อันสัตว์ปรารถนา ใคร่พอใจ เป็นที่รัก ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกําหนัด
(๒) ดูก่อนอานนท์ นี้แลกามคุณ ๕
-> สุขโสมนัสอันใดย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามคุณ ๕ นี้ สุขและโสมนัสนี้ เรากล่าวว่ากามสุข
~ กามสุข = สุขโสมนัสที่เกิดขึ้นเมื่อได้เสพ ได้พบเห็น หรือเสวยอารมณ์จากกามคุณ ๕ เหล่านั้น  พระพุทธเจ้าตรัสว่ากามสุขเป็นสุขที่เบาบาง ไม่ยั่งยืน และ ไม่ใช่สุขอย่างยอดเยี่ยม เพราะมีโทษ คือทำให้คนเราต้องเหนื่อยยากในการหาทรัพย์มาปรนเปรอ และยังมีความสุขที่ประณีตกว่าคือกามสุขในทางธรรม เช่น สุขจากการออกจากกาม

 33 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 29, กรกฎาคม, 2569, 10:07:08 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

วิ่งอย่างไวคล้ายแข่งโอลิมปิค    เหงื่อแตกซิกผุดกระจายทั่วใบหน้า
 

 34 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 29, กรกฎาคม, 2569, 07:38:47 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม

จะโกรธนานอีกไหมรีบไปซี     เดี๋ยวจะมีเรี่ยราดจะบาดตา 

 35 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 29, กรกฎาคม, 2569, 03:50:15 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๒/๕) ประมวลธรรม : ๗๕.พหุเวทนิยสูตร

    ๒๓.สงฆ์พลันลุ"ปฐมฌาน".......................พลันตรึกกะ"วิจาร"กล้า
อิ่มใจ,สุขะเกิดหนา.....................................แต่สุขซิประณีตเหนือ

    ๒๔.แลพุทธ์องค์ตรัสพลัน........................สุขอันเลิศกว่านี้
มีอยู่ประณีตชี้............................................เหนือแล้เป็นไฉน

    ๒๕.ตรัสสงฆ์ประลุ"ฌานสอง".................."ตรึก,ตรองสละ"โดยไว
ธรรมเอก ณ หทัยไซร้.................................ผ่องใส"ปิติ"เกิดเผย

    ๒๖.เปรยฌานสองสุขเกิด........................เลิศจากสมาธิ์แน่วพร้อม
มากกว่ากาม์สุขน้อม....................................สุขแล้อันเหนือ ยังมี

    ๒๗.สงฆ์ล่วงตติย์ฌานไว..........................อิ่มใจปิติไม่เหลือ
สัมป์ชัญฯสติอยู่เจือ.....................................ใจคง ณ อุเบกขา

    ๒๘.คราฌานสามสุขหลาย........................จาก"นามกาย"แน่แล้ว
มากกว่ากามสุขแป้ว.....................................สุขล้นอันเหนือ ยังมี

    ๒๙.สงฆ์ล่วงจตุฌานฯชุก..........................ทุกข์,สุขสละปลงเถือ
จิตจ่อ ณ อุเบกฯเจือ.....................................เหตุให้สติแผ้วหนา

    ๓๐.คราพุทธ์องค์มิรุก...............................กามสุขจะเลิศได้
สุขประณีตเหนือไซร้....................................ย่อมแท้มีแฉ

    ๓๑.พุทธ์เจ้าภณะอานนท์..........................สุขด้นเจาะประณีตแล
ยิ่งกว่าภวกามฯแท้........................................ยังมีก็"อรูปฌาน"

    ๓๒.สงฆ์พาน"อากาสาฯ"............................ใจตริอากาศแล้
มิสุดเขตโดยแท้...........................................รูปไร้ตรึกเผย

    ๓๓."สัญญาปฏิฆาฯ"เลิก............................"จำ"เพิกสละหมดเอย
"รูป,เสียง,รสะ,กลิ่น"เชย................................"โผฏฐัพฯ"มละทิ้งหนา

    ๓๔.ตัดจำ,"นานัตสัญฯ".............................เกิดครันกับจิตแล้
หลายหลากประเภทแท้................................จึ่งน้อม"อากาฯ"

    ๓๕.อานนท์สุตะให้ดี.................................สุขที่ปะทะเหนือกว่า
กาม์สุขก็จะมีคว้า.........................................คราสงฆ์ประลุ"วิญญาฯ"

    ๓๖.คราสงฆ์จงใจพาน..............................วิญญาณมิสุดแล้
จิตเพ่งทราบโดยแท้.....................................แผ่ไร้เขตเผย

    ๓๗.พุทธ์เจ้าวทะอานนท์...........................สุขดลอภิรมย์เอ่ย
ยังมีสุขะเหนือเชย........................................"อากิญฯ"นิรใดแฉ

    ๓๘.แล"อากิญจัญฯ"หนา...........................หามีใดอยู่พร้อม
"นิด"ก็มิมีน้อม..............................................ปราศแท้อารมณ์

    ๓๙.พุทธ์เจ้าวจะอานนท์............................สุขยลซิประเสริฐชม
ยิ่งกว่าก็ปะมีสม............................................คือ"เนวะนะสัญญาฯ"

    ๔๐.คราเนวสัญญาฯ..................................ภาวะจิตสงบแท้
"จำ"ไม่มี,มีแล้................................................ห่อนเอื้อนแจงหนา

    ๔๑.พุทธ์เจ้าภณะสุขมา.............................ยิ่งกว่าภวะมีกล้า
"สัญเวทยิฯ"ดับหนา......................................เวท์นาและระลึกปลง

    ๔๒.คงระงับจิต,กาย..................................วจีฉาย,ชีพช้อย
ความสุข"อนาฯ"พร้อย...................................พักแท้อรหันต์

    ๔๓."สัญเวทยิฯ"สุขยิ่ง................................ดีจริงเจาะประณีตดั้น
เลิศกว่าสุขะกามฯสรรค์.................................ดับ"จำ"มละเวท์นา

    ๔๔.คราระงับกายสังขาร............................กรานวจี,จิตแล้
เหลือสงบโดยแท้..........................................สุขพร้อม,ฌานไหน มิเทียม

    ๔๕.พุทธ์เจ้าเจาะแนะอานนท์......................หากคนวทะถามไกล
"สัญเวทยิฯ"จัดไซร้.......................................เกิดสุขภวมีแฉ

    ๔๖.แลควรตอบความครบ..........................สงบ,ประณีตพร้อม
หนีห่างทุกข์สุขน้อม......................................สุขแท้เรียกไข

    ๔๗.พุทธ์องค์มิคะเน..................................."สุขเวทะนะ"กาย,ใจ
เพียงหนึ่งตะจรดไซร้.....................................ทุกแห่งสุขะเกิดหนา

    ๔๘.คราพุทธ์องค์ตรัสจบ............................อานนท์นบชื่นน้อม
ภาษิตชัดเจนพร้อม........................................ลึกซึ้งพระธรรม ฯ|ะ

แสงประภัสสร

๙. พหุเวทนิยสูตร ว่าด้วยช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ : พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ : มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา https://share.google/boBD9TLOyIK5K1MM3

 36 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 29, กรกฎาคม, 2569, 11:40:45 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

ประมวลธรรม : ๗๕.พหุเวทนิยสูตร (ว่าด้วยช่างไม้ชื่อ ปัญจกังคะ)

ตนุมัชฌาฉันท์ ๖/โคลงสามสุภาพ

    ๑.กราบน้อมอติพุทธ์เจ้า............................ปกเกล้านฤชนสงฆ์
ทรงล่วงอรหันต์บ่ง........................................ตรัสรู้ดนุเองหนา

    ๒.เมตตา,การุณแล....................................แฉสอนอริย์สัจแท้
ธรรมตัดกิเลสหมดแล้...................................เกิดนั้นหยุดพลัน

    ๓.วัด"เชตวนาฯ"บ่ง....................................พุทธ์องค์ศยะพักครัน
ช่างไม้ประลุนามสรรค์..................................."ปัญจาฯ"ปะ"อุทายี"

    ๔.ปัญจาฯมีเคลือบแคลง............................ขอจงแจงแน่วชี้
"เวทนา"ทรงแจกนี้.........................................กล่าวแล้ประมาณใด

    ๕.ตอบเร็ว"พระอุทายี"................................ทรงชี้ตติสามไซร้
"สุขล้วน,ประลุทุกข์ไว"...................................ทุกข์-สุขนิรมีเฉย

    ๖.ปัญจาฯเปรยพุทธ์องค์.............................คงเพียงสองแค่นั้น
คือสุข,ทุกข์แลดั้น..........................................นอกนี้แจกหนา สุขแล

    ๗.ปัญจาฯภณะยืนตาม...............................สอง-สามธุระกล้า
ครบสามก็อุทาฯฝ่า........................................เวท์นาก็ติสามแฉ

    ๘.แลสองรายมิยอม....................................ออมชอมพาขัดแย้ง
ความสดับไปไกลแจ้ง.....................................ถ่องแท้อานนท์

    ๙.อานนท์ภณะพุทธ์องค์.............................ทูลตรงซิสกลด้น
เวท์นาเจาะแจรงผล........................................สองหรือตติสามหนา

    ๑๐.คราพุทธ์องค์เปรยพลัน.........................ทรงบรรยายแจกแล้ว
"สองจ่อถึงหก"แกล้ว.......................................นับร้อยยังมี

    ๑๑.พุทธ์เจ้าภณะทรงแจก...........................ธรรมแยกพหุหลายชี้
ผู้ใดอนะรู้ดี.....................................................ไม่รู้รติด้วยกัน

    ๑๒.ครันเขาเกิดบาดหมาง............................คลางแคลงใจยอกย้อน
วิวาทเสียดสีช้อน.............................................ปากแท้ตัวเดียว

    ๑๓.พุทธ์องค์วจะธรรมไซร้...........................เข้าใจซิประจักษ์เชียว
ชนร่วมรติใจเจียว............................................เขาแท้ปิยะกันแฉ

    ๑๔.แลดุจ"นม"ปน"ชล".................................ยลผสมร่วมเนื้อ
เป็นที่รักกันเอื้อ................................................แนบแท้เจือจุน

    ๑๕.พุทธ์เจ้าวจะอานนท์................................แลยลภวะกาม์คุณ
ห้าอย่างประลุ"รูป"ผลุน.....................................พึงรู้ก็เพราะ"ตา"เผย

    ๑๖.เปรยสัตว์ปรารถนา.................................พายินดี,รักล้น
เป็นที่กำหนัดท้น...............................................ติดแล้วตรึงใจ "อยากอีก"

    ๑๗."เสียงรู้ก็เพราะหู"สม................................"กลิ่นดมซิจมูก"ไว
"รสชาติสิอร่อยใกล้"........................................."ลิ้นรู้รสะเด็ด"แฉ

    ๑๘.แล"โผฏฐัพพะ"หนา.................................กายพาสัมผัสพร้อม
"ความอยากในกาม"น้อม...................................สุขแท้ติดฤดี

    ๑๙.อานนท์สุตะโสม์นัส.................................สุขชัดเพราะซิ"กามฯ"นี้
สำคัญสิจะเรียกชี้............................................."กาม์สุข"นิรคงทน

    ๒๐.ยลพุทธ์องค์ตรัสนำ................................มิรับคำกล่าวแล้
กามสุขเป็นเลิศแท้...........................................สุขเหนืออุปบัติเผย

    ๒๑.อานนท์สิสดับแล....................................สุขแฉอติเลิศเอ่ย
คือสุขลุ ณ "รูปฯ"เชย.......................................ไร้รูปก็"อรูปฌาน"

    ๒๒.พานสุขประณีตเครือ..............................เหนือ"กามสุข"เด่นล้ำ
ทำอย่างไรบอกย้ำ............................................เพิกแล้"กาม"นา เลวปลง

 37 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 28, กรกฎาคม, 2569, 10:19:55 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

โกรธแม่ค้าแล้วล่ะอย่ามาง้อ      อุตส่าห์รอครึ่งวันยอมอั้นฉี่
 

 38 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 28, กรกฎาคม, 2569, 07:21:58 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม

พอถึงคิวของตนจนชื่นใจ     เหลือเพียงป้าย "หมดแล้ว" แห้วทันที 

 39 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนดอกสร้อย -
 เมื่อ: 28, กรกฎาคม, 2569, 07:19:49 PM 
เริ่มโดย ปลายฝน คนงาม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม


ฝนเอ๋ยฝนพรำ
มวลเมฆดำครอบฟ้าพาหวั่นไหว
สายชลชุ่มชโลมรัวทั่วพฤกษ์ไพร
พงไศลเย็นฉ่ำทุกอัมพร
เสียงหยดน้ำพร่างพรมระงมแผ่ว
ดุจสำเนียงเจื้อยแจ้วแว่วสังหรณ์
แม้ฟ้าหม่นคนเหงาเฝ้าอาวรณ์
ยังอุ่นอ้อนด้วยฝนหล่นโลม เอย

 AddEmoticons00942
ฝาตุ่ม

 40 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 28, กรกฎาคม, 2569, 06:59:36 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๕/๕) ประมวลธรรม : ๗๔.อภยราชกุมารสูตร

(๓) พระพุทธเจ้า : ดูก่อนราชกุมาร พระองค์จะสําคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ชนทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระองค์แล้วพึงทูลถามอย่างนี้ว่า
-> ส่วนน้อยใหญ่ของรถอันนี้ ชื่ออะไร การพยากรณ์ปัญหาของชนเหล่านั้น
-- พระองค์ตรึกด้วยใจไว้ก่อนว่า ชนทั้งหลายเข้ามาหาเราแล้ว จักถามอย่างนี้
-- เราอันชนเหล่านั้นถามอย่างนี้ จักพยากรณ์อย่างนี้
-- หรือว่าการพยากรณ์นั้นพึงแจ่มแจ้งกะพระองค์โดยทันที
(๔) อภัยราชกุมาร : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะหม่อมฉันเป็นทหารรถ รู้จักดี ฉลาดในส่วนน้อยใหญ่ของรถ ส่วนน้อยใหญ่ของรถทั้งหมด หม่อมฉันทราบดีแล้ว ฉะนั้น การพยากรณ์ปัญหานั้น แจ่มแจ้งกะหม่อมฉันโดยทันทีทีเดียว
(๕) พระพุทธเจ้า : ฉันนั้นเหมือนกันแล ราชกุมาร กษัตริย์ผู้บัณฑิตก็ดี; พราหมณ์ผู้บัณฑิตก็ดี; คฤหบดีผู้บัณฑิตก็ดี; สมณะผู้บัณฑิตก็ดี; ผูกปัญหาแล้วจักเข้ามาถามตถาคต
-> การพยากรณ์ปัญหานั้น ย่อมแจ่มแจ้งกะตถาคตโดยทันที
-> ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความที่ธรรมธาตุนั้น ตถาคตแทงตลอดดีแล้ว
~ ธรรมธาตุ = คือ สภาพธรรมที่บริสุทธิ์และรู้ได้ทางใจ (มโนวิญญาณธาตุ) ได้แก่ เจตสิก ๕๒, สุขุมรูป ๑๖, และนิพพาน ในบริบทของการปฏิบัติคือจิตที่สะอาดหลุดพ้นจากกิเลส
-> การพยากรณ์ปัญหานั้น จึงแจ่มแจ้งกะตถาคตโดยทันที
[จ] อภัยราชกุมารแสดงตนเป็นอุบาสก
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อภัยราชกุมารได้กราบทูลว่า
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้
-> ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน
~ อเนกปริยาย = โดยหลายวิธี หมายถึง การบรรยาย หลายแง่หลายมุม หลายวิธี หรือหลายเหตุผล ไม่ใช่แค่แง่มุมเดียว
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงจําหม่อมฉัน ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดังนี้แล
จบอภยราชกุมารสูตรที่ ๘

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.407 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...