Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
หน้า: 1 ... 18 19 [20]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร  (อ่าน 169370 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6561
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1032



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #285 เมื่อ: 20, มกราคม, 2569, 01:44:27 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๗/๗) ประมวลธรรม : ๖๕.พรหมนิมันตนิกสูตร

๗) สมณพราหมณ์เหล่านั้น มิได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปฏิญญาว่า ‘เราทั้งหลาย เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า’ เราเป็นสัมมาสัมพุทธะ ย่อมปฏิญญาว่า ‘เราเป็นสัมมาสัมพุทธะ’
~ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า = ชื่อของพระพุทธเจ้า เพราะทรงรู้แจ้งสรรพธรรม กล่าวคืออริยสัจธรรม ๔ ด้วยพระองค์เอง มิได้ทรงศึกษาเล่าเรียนหรือฟังจากผู้อื่นมาก่อน แต่สรรพธรรมเหล่านี้เกิดปรากฏแก่พระองค์เองด้วยอำนาจการได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ
~ โพธิ์ = โพธิ คือตรัสรู้
(๘) มาร ตถาคตแม้เมื่อแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย ก็เป็นเช่นนั้น; แม้เมื่อไม่แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น
(๙) ตถาคตแม้เมื่อแนะนำสาวก ก็เป็นเช่นนั้น; แม้เมื่อไม่ได้แนะนำสาวกก็เป็นเช่นนั้น
(๑๐) ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะตถาคตละอาสวะ อันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไปได้แล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้; ต้นตาลที่ถูกตัดยอดแล้วไม่อาจงอกขึ้นอีกได้ แม้ฉันใด ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน
(๑๑) เวยยากรณภาษิตนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยมารมิได้เรียกร้อง และโดยที่พรหมเชื้อเชิญดังนี้ เพราะเหตุนั้น เวยยากรณภาษิตนี้ จึงมีชื่อว่า พรหมนิมันตนิกสูตร ดังนี้แล
พรหมนิมันตนิกสูตรที่ ๙ จบ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลิตเติลเกิร์ล, หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, ชลนา ทิชากร

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6561
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1032



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #286 เมื่อ: 10, มีนาคม, 2569, 08:14:47 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม : ๖๖.มารตัชชนียสูตร (ว่าด้วยการคุกคามของมาร)

ทุตะวิลัมพิตะมาลาฉันท์ ๑๒/ โคลงสามสุภาพ

    ๑.ลุมนะน้อมพระวรุฒ............................อติพุทธเจ้า
เจาะดนุ"โพธิ"สิเนา....................................เหมาะพระศาสดา

    ๒.เมตตา,กรุณา.....................................พาชนเรียนร่ำรู้
ธรรมยิ่ง"อริย์สัจ"จู้.....................................หลุดพ้นเกิดหนา

    ๓.ขณะพระพุทธ์ฯศยะคง........................จระสงฆ์คณา
ณ บุระ"เภสกฬาฯ".....................................เจาะ"อุสุภ"อภัย

    ๔.สมัย"โมคคัลลานะ".............................ปะจงกรมรอบแล้
มารจุ่งสิงครอบแท้.....................................มุ่งท้องดุจหิน หนักเอย

    ๕.ตบะ"พระโมคละนะฯ"พาน...................ทุรมารผลิน
แนะมละออกมิภิทะชิน................................นิรเบียนพระสงฆ์

    ๖.เบียดเบียนตรงตถาคต........................จดสงฆ์ประโยชน์ไร้
เกิดทุกข์ถึงตนไซร้.....................................โทษพร้อมนานหนา

    ๗.ก็หินะ"มาร"สิตริพลาด.........................ผิวะศาสดา
ก็มิลุเห็น,อนะกล้า.......................................คณะศิษย์จะเห็น

    ๘.ประเด็นเห็น,ทราบแล...........................แฉ"โมคคัลฯบอกชี้
เห็นอยู่มารใครนี้.........................................คิดรู้ใดกรู ทราบเอย

    ๙.แหละทุรมารก็ละออก...........................จระซอกประตู
ก็อภิ"โมคละนะฯ"วทะจู่................................เจาะยะยลซิแฉ

    ๑๐.แล"โมคคัลลานะ"...............................จะแจงความอดีตย้อน
เราจุ่งเป็นมารป้อน.......................................ชื่อแล้"ทูสี" ขนิษฐ์มี

    ๑๑.ยุว"กะลี"ภวยล...................................ก็ซิชนนี
เจาะดนุท่านดุจะชี้.......................................มติหลานซิเรา

    ๑๒.กาลเนา"กกุสันธะฯ"............................จะเป็นพระพุทธ์เจ้า
มีคู่ศิษย์"วิธุระ"กล้า......................................เลิศล้ำ"สัญชีวะ"หนา

    ๑๓."วิธุระ"เลิศนยะเทศน์..........................อภิเชษฐ์จะหา
มิมตะ"สัญชิวะฯ"กล้า...................................ผิวะไฟเจาะเผา

    ๑๔.เรา"ทูสี"ยุชน.....................................ยลบริภาษโพ้น
รุมด่าสงฆ์หัวโล้น.........................................เกิดเท้าพรหมหนา

    ๑๕.เจาะวตะฌานสิเพราะคร้าน.................มทะจ้านและกล้า
ดุจะสุนัขภวล่า.............................................ระดะปลา ณ ชล

    ๑๖.ฝูงคนติเตียนมาก...............................กาลตายพรากมุ่งแล้
พึงสู่"นรก"แท้..............................................ไม่เว้นสักคน

    ๑๗."พระกกุสันฯ"อรหันต์..........................วจะครันกะชน
ริ"กรุณา"มนะล้น..........................................พหุ"เมตตะ"แฉ

    ๑๘.สงฆ์แลขยายยังโลก...........................โฉลกเยือนทิศสี่ถ้วน
จิตร่วม"มุทิตา"ล้วน.......................................พรั่งพร้อม"อุเบกขา"

    ๑๙.หทยะร่วมสิ"อุเบกฯ"............................เจาะ"วิเวก"คุณา
ลุพหุกว้างรุจิหล้า..........................................มิประมาณจะไข

    ๒๐.ไกลจากเวร,อาฆาต.............................ยาตรยังทิศสี่แล้
มีสัตว์มากมายแท้..........................................ทั่วหล้าดำรง

    ๒๑.วะระเจาะ"ทูสิ"มิรู้.................................ภวชูพระสงฆ์
ลุปฏิบัติวรบ่ง.................................................ก็กระทำและชวน

    ๒๒.ชนหวนมาเคารพ..................................สงฆ์ครบศีลมุ่งแล้
หากจิตสงฆ์แปรแท้........................................ต่ำคล้อยความดี


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, ชลนา ทิชากร

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6561
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1032



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #287 เมื่อ: 11, มีนาคม, 2569, 08:16:16 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๒/๕) ประมวลธรรม : ๖๖.มารตัชชนียสูตร

    ๒๓.ก็เหมาะสิมารภิทะหวัง...................นฤฟังทวี
มรณะแล้วจระลี.....................................คติโลกสวรรค์

    ๒๔.ครัน"กกุสันธ์พุทธ์ฯ"......................รุดปิดมารเริ่มแก้
"กายไม่งาม"ตรึกแล้................................"ภัตรนี้ปฏิกูล"

    ๒๕."ตรินิรใดรติ"เกรียง........................"อนะเที่ยง"จรูญ
"กะภวกายเจาะเดาะสูญ".........................เพราะจะเสื่อมและแปร

    ๒๖.แฉ"กกุสันธ์พุทธ์ฯ".........................รุดยาตรบิณฑ์บาตรแล้
สาวก"วิธุระ"แท้.......................................เร่งพร้อมบิณฑ์ตาม

    ๒๗.ก็ระยะ"ทูสิ"ริเจาะสิง......................ยุวดิ่งริทราม
เดาะพหุ"หิน"ปะทะผลาม.........................."วิธุร์ฯ"หัวซิแตก

    ๒๘.แรก"กกุสันธ์พุทธ์ฯ"........................หยุดชำเลืองคิดแท้
ตรัสว่า"ทูสี"แล้.........................................ไม่รู้ประมาณ การใด

    ๒๙.มระปะ"ทูสิ"ดุจะตก.........................ซิ"นรก"พะพาน
"มหะนรก"ทุษะผลาญ...............................พหุ"หลาว"เจาะใจ

    ๓๐.คราใด"หลาวเหล็ก"รวม...................สรวมหทัยพึงทราบแล้
จะอยู่ในนรกแปล้......................................เทียบได้พันปี

    ๓๑.เจาะวจะ"ทูสิ"ปะครัน........................พหุ"พัน"ซิคลี่
จระ ณ "อุสสทะฯ"ชี้...................................ระยะ"หมื่น"สิเสริม

    ๓๒."ทูสี"เกริมอาฆาต.............................คิดพลาดปองโทษร้าย
หลาวเหล็กเสียบอกซ้าย............................ทุกข์แปล้เวทนา หนักเฮย

    ๓๓.ผิวะ"นรก"อริย์ชู...............................ก็จะรู้ซิหนา
ดุจะวิมานรุจิหล้า.......................................ณ สวรรค์ก็ยล

    ๓๔.ดลวิมานคงตลอดกัป........................รัศมีจับสว่างแล้
สีเปรียบไพฑูรย์แท้....................................พรั่งพร้อมพะพาน อัปสร

    ๓๕.ผิวะพระสงฆ์ประลุฤทธิ์.....................เตะสะกิดวิมาน
สุรพระอินทร์เดาะสะท้าน............................คณะเทพสลด

    ๓๖.สงฆ์จดถาม"พรหม"ไข......................ใน"สุธรรมฯ"เกี่ยวข้อง
"มีทิฏฐิ"ยึดจ้อง...........................................จ่อแท้ประภัสสร หรือนา

    ๓๗.วทะพระพรหม"นิรทิฏ-.......................ฐิ"เพราะจิตซิถอน
เจาะธุวะ"คิด"จะตริรอน...............................เพราะ"มิคงและแปร"

    ๓๘.แลพระพรหมตอบเห็น........................เป็นรัศมีสว่างแล้ว
ณ "โลกพรหม"สะอาดแผ้ว...........................ยึดไร้ความเห็น ทิฏฐิ

    ๓๙.อริยะสงฆ์ลุจะแจ้ง..............................เจาะแจรงซิเด่น
ปจยะเหตุสิประเด็น......................................ภิทะสงฆ์ก็โทษ

    ๔๐.สงฆ์โดด"มหาเนรุ"..............................ปรุเดินถึงยอดแล้
ทวีปสี่เห็นโดยแท้.........................................วิโมกข์แผ้วบันดาล

    ๔๑.ผิภิทะสงฆ์ทุษะก่อ..............................นฤจ่อพะพาน
จระ"นรก"ทรมาน.........................................จิรกาลซิแฉ

    ๔๒.แลเปรียบคนพาลเผชิญ......................เดินกองไฟพลุ่งแล้
ไฟไม่คิดเผาแท้...........................................แต่ชี้เผาตน เองเทียว

    ๔๓.ผิจะประทุษ"อธิพุทธ์ฯ".......................จะสะดุด"บาป"ล้น
เจาะอนะ"บุญ"จะยะยล................................ภว"บาป"จะลาม

    ๔๔.คุกคามสงฆ์พินาศ..............................ควรหวาดกลัวอย่าย้ำ
สงฆ์รุก,มารคิดช้ำ........................................เกิดรู้เสียใจ หลีกไป ฯ|ะ

แสงประภัสสร

๑๐. มารตัชชนียสูตร
[เล่มที่ ๑๙] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้า ๔๖๕
มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา https://share.google/8mrWrF80y8X6yMvFg


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, ชลนา ทิชากร, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6561
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1032



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #288 เมื่อ: 12, มีนาคม, 2569, 07:13:42 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๓/๕) ประมวลธรรม : ๖๖.มารตัชชนียสูตร

พระมหาโมคคัลลานะ = พระอัครสาวกเบื้องซ้าย ผู้เป็นเลิศในทางมีฤทธิ์ ของพระโคตมะพุทธเจ้า
เภสกฬาวัน = สถานที่ให้อภัยแก่หมู่เนื้อ เขตกรุงสุงสุมารคิระ ในแคว้นภัคคะ ตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำคงคา ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแคว้นมคธ
พระกกุสันธพุทธเจ้า = เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๒๒ ในพุทธวงศ์ แต่เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์แรกในภัทรกัปนี้
-> ทรงเป็นพราหมณ์โดยพระชาติในเขมนคร
-> พุทธบิดานามว่า อัคคิทัตตะ
-> พุทธมารดานามว่า วิสาขา
-> บุตรชายนามว่า อุตระ
-> ออกบวช บำเพ็ญเพียร ตรัสรู้ และประกาศธรรมจักร
-> พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการแล้ว เสด็จออกผนวชด้วยรถอันเป็นยานพาหนะ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือนเต็ม ก็ได้ตรัสรู้พระสัมโพธิญาณ
-> พรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศธรรมจักร ณ มฤคทายวัน
-> พระอัครสาวก : พระวิธุรเถระและพระสัญชีวนามเถระ
-> พระอุปัฏฐาก : พระพุทธิชะเถระ
-> ทรงมีพระชนมายุ ๔๐,๐๐๐ ปี; สูง ๔๐ ศอก เปรียบเสมอด้วยเสาทอง; พระรัศมีสีเปล่งปลั่งดังทองคำ เปล่งออกไป ๑๐ โยชน์โดยรอบ
-> พระกกุสันธพุทธเจ้าเสด็จนิพพาน ณ เขมาราม พระสถูปของพระองค์สูงคาวุตหนึ่ง ประดิษฐานอยู่ ณ เขมาราม
-> พระพุทธพยากรณ์พระโคตมพุทธเจ้า
สมัยนั้น พระพุทธเจ้าโคดมเป็นกษัตริย์ มีพระนามว่า เขมะ ได้ถวายทานมิใช่น้อยแด่พระกกุสันธพุทธเจ้าและพระสาวก ได้ถวายบาตร จีวร ยาหยอดตา ชะเอมเครือ ถวายของดี ๆ ทุกอย่างตามที่ภิกษุสงฆ์ปรารถนา พระกกุสันธพุทธเจ้าทรงประทานพยากรณ์ว่า ในภัทรกัปนี้ ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก
เมื่อได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แล้ว ก็ยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง เราอธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการยิ่งขึ้นไป เมื่อแสวงหาพระสัพพัญญุตญาณจึงออกบวชในสำนักของพระกกุสันธพุทธเจ้า
-> พระพุทธเจ้าในภัทรกัปป นี้ ๕ พระองค์ได้แก่
(๑) พระกกุสันธพุทธเจ้า
(๒) พระโกนาคมนพุทธเจ้า
(๓) พระกัสสปพุทธเจ้า
(๔) พระโคตมพุทธเจ้า (องค์ปัจจุบัน)
(๕) พระศรีอริยเมตไตรย (องค์ที่จะมาตรัสรู้ในอนาคต)
ทูสีมาร = เมื่อครั้ง พระมหาโมคคัลลานะ เกิดเป็นมารชื่อ ทูสี
พระมหาโมคคัลลานะ บำเพ็ญบารมีมาหลายกัปป์จนได้เป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายแห่งพระโคดมพุทธเจ้า แต่นอกจากการบำเพ็ญความดี ในบางอดีตชาติแล้ว บางชาติยังกระทำความชั่วไว้อีกด้วย ท่านได้กระทำกรรมหนักไว้หลายครั้ง เช่น สังหารบิดามารดา และครั้งที่เกิดเป็นมาร เรื่องอดีตชาติที่เคยเกิดเป็นมาร ไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายนัก จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ทุกท่านเห็นถึงความจริงของกฎแห่งกรรม
ครั้งพระมหาโมคคัลลานะเกิดเป็นมารมีนามว่า “ทูสี” ตรงกับสมัยของอดีตพระพุทธเจ้ามีพระนามว่า ” กกุสันธะ” ทูสีมารชอบดลใจให้คนพูดจาเสียดสีกัน ดุด่าว่าพระสงฆ์ เมื่อคนเหล่านั้นถึงแก่กรรม ก็ตกนรกชดใช้ผลกรรมจากการเบียดเบียนพระสงฆ์ทางวาจา พระพุทธเจ้าทรงทราบว่า คนเหล่านั้นไม่ได้ตกใจกระทำวจีกรรมต่อพระสงฆ์ จึงทรงขอร้องให้พระสงฆ์ทั้งหลายแผ่เมตตาไปถึงคนเหล่านั้น
ทูสีมารจึงดลใจมนุษย์ทั้งหลายให้กราบไหว้ เคารพพระสงฆ์ด้วยเครื่องสักการะต่าง ๆ คนเหล่านั้นพอสิ้นบุญก็ไปเกิดบนสวรรค์
พระพุทธเจ้าทรงเกรงว่าพระสงฆ์จะติดในเครื่องลาภสักการะจึงทรงสอนให้พระสงฆ์ไม่ยินดีในโลก และพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของทุกสรรพสิ่ง เพื่อให้พระสงฆ์ไม่ยึดมั่นในลาภสักการะ
เมื่อทูสีมารไม่สามารถทำให้พระสงฆ์หลงไหลในลาภสักการะได้ จึงเข้าสิงเด็กชายคนหนึ่ง แล้วขว้างหินใส่พระอัครสาวกของพระพุทธเจ้ามีนามว่า “วิธุระ” จนศีรษะแตก ผลกรรมที่ทูลสีมารได้รับคือการตกนรกอเวจี เนื่องจากก่อกรรมหนักคือทำร้ายพระอรหันต์
มหานรก = นรกแห่งนี้มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป ๓ ชื่อตามลักษณะความทุกข์ที่เกิดขึ้น ได้แก่:
(๑) สังกุสมาหตะ = หมายถึง นรกที่สัตว์นรกถูกตอกด้วยหลาวเหล็ก (สังกุ แปลว่า หลาว หรือ ตะปูว์)
(๒) ฉผัสสายตนิกะ = นรกที่เป็นที่ประชุมแห่งผัสสะทั้ง ๖ (อายตนะ) ที่น่ากลัวและเป็นทุกข์
(๓) ปัจจัตตเวทนียะ = นรกที่สัตว์นรกต้องเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์เฉพาะตน
มหานรก ๘ ขุม = คือนรกขุมใหญ่ที่สุดที่ใช้ลงโทษผู้ทำบาปหนัก แบ่งเป็นชั้นๆ เรียงจากโทษเบาไปหาหนัก ได้แก่
(๑) สัญชีวมหานรก = นรกไม่มีวันตาย : สำหรับผู้เบียดเบียนผู้อื่น ถูกนายนิรยบาลฆ่าตายแล้วฟื้นขึ้นมาถูกทรมานซ้ำ
(๒) กาฬสุตตมหานรก = นรกเส้นด้ายดำ : สำหรับผู้ทำร้ายผู้มีพระคุณ หรือฆ่าสัตว์ ถูกตีเส้นดำบนร่างแล้วเฉือนด้วยเลื่อยเหล็กไฟ


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6561
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1032



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #289 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:49:46 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๔/๕) ประมวลธรรม : ๖๖.มารตัชชนียสูตร

(๓) สังฆาฏมหานรก = นรกบดขยี้ : สำหรับผู้ไร้ความเมตตา ทารุณสัตว์ ถูกภูเขาเหล็กแดงบดขยี้ร่าง
(๔) โรรุวมหานรก = นรกเสียงคร่ำครวญ : สำหรับคนโลภ โกงทรัพย์ ถูกไฟไหม้จนร้องคร่ำครวญ
(๕) มหาโรรุวมหานรก = นรกเสียงคร่ำครวญอย่างยิ่ง : สำหรับคนจิตใจโหดเหี้ยม อำมหิต
(๖) ตาปนมหานรก = นรกแห่งความร้อนรุ่ม : สำหรับคนทำบาปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ ถูกไฟเผาร้อนระอุ
(๗) มหาตาปนมหานรก = นรกแห่งความร้อนรุ่มอย่างยิ่ง : สำหรับคนฆ่าคนหรือสัตว์เป็นหมู่มาก ถูกไฟนรกเผาผลาญตลอดเวลา
(๘) อเวจีมหานรก = นรกอันแสนสาหัส : ขุมล่างสุด ลึกที่สุด และใหญ่ที่สุด สำหรับผู้ทำอนันตริยกรรม (ฆ่าพ่อแม่, ฆ่าพระอรหันต์, ทำสงฆ์แตกกัน, ทำพระพุทธเจ้าห้อเลือด) ทรมานตลอดเวลาไม่มีว่างเว้น
แต่ละมหานรกยังมีนรกขุมย่อย อุสสทนรกอีก
อุสสทนรก = เป็นนรกขุมย่อยที่ทำหน้าที่รับช่วงต่อจากการทรมานที่หนักหน่วงที่สุดในมหานรก แต่ยังคงแสนสาหัส โดยเป็นสถานที่ใช้เศษกรรมต่อหลังจากพ้นจากมหานรกแล้ว ก่อนจะไปสู่ยมโลกเพื่อตัดสินบุญ,บาป
นรกขุมย่อยมีทั้ง ๔ ทิศ แต่ละทิศมีขุมย่อย อีก ๔ ดังนั้น มหานรก ๘ ขุม จึงมีนรกขุมย่อย ๑๒๘ ขุม (๘ × ๔× ๔ = ๑๒๘)
ประเภทของ อุสสทนรก :
(๑) คูถนรก = นรกที่เต็มไปด้วยอุจจาระเน่าเหม็น และหมู่หนอนปากแหลมกัดกินเนื้อ
(๒) กุกกุฬนรก = นรกที่เต็มไปด้วยเถ้าถ่านร้อนจัดแผดเผาร่างกาย
(๓) อสิปัตตนรก = นรกที่ใบไม้เป็นดาบ หอกทิ่มแทง มีสุนัขและแร้งปากเหล็กฉีกทึ้งเนื้อ
(๔) เวตรณีนรก = นรกที่ถูกเครือหวายเหล็กบาดร่างกาย และถูกนายนิรยบาลทรมาน
ระยะเวลา: สัตว์นรกที่ได้รับทัณฑ์ทรมานจนกรรมเบาบางลงแล้ว เพื่อรับโทษในส่วนที่เหลือ ก่อนจะถูกส่งไปยมโลกเพื่อตัดสินบุญบาปอีกครั้ง
สุธรรมฯ = สุธรรมสภา มีบนสวรรค์ทุกชั้น และมีบนพรหมโลกด้วย โดยเป็นสถานที่สำหรับประชุมของพรหมทั้งหลาย มีการประชุมแสดงธรรม ฟังพระธรรมใน วันพระ วันขึ้น ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ
ภูเขามหาเนรุ = พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ในสัตตสุริยสูตรว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พญาเขาสิเนรุยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ กว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หยั่งลงในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ขึ้นไปจากมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์.”
~ ๑ โยชน์ = ๑๖ กม. ความยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ = ๑,๓๔๔,๐๐๐ กิโลเมตร
ข้อมูลจากไตรภูมิพระร่วง = ภูเขามหาเนรุ หรือ เขาสิเนรุ มี ทวีปต่างๆ ๔ ทวีปในแต่ละทิศ
(๑) ทิศใต้ = ชมพูทวีป
-> มีธาตุมรกต อยู่ทางทิศใต้ของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุมรกต ทำให้ท้องฟ้าและมหาสมุทรของชมพูทวีป มีสีน้ำเงินแกมเขียว มีทวีปน้อยเป็นบริวาร ๕๐๐ ทวีป
-> มนุษย์ที่ชมพูทวีป มีความสูง ๔ ศอก มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปี
~ ๑ ศอก = ๕๐ เซนติเมตร
-> มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ อายุยิ่งหย่อนขึ้นอยู่กับคุณธรรม ไม่แน่นอน
-> สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า "พระวิปัสสี" มนุษย์ในชมพูทวีปมีอายุถึง ๘๐,๐๐๐ ปี
-> สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า "พระเรวะตะ" มนุษย์ในชมพูทวีปมีความสูงถึง ๘๐ ศอก
-> แต่เมื่อคุณธรรมเสื่อมลง จิตใจหยาบช้าลง อาหารเลวลง อายุก็ลดลง ร่างกายก็เตี้ยลง
-> ต่อไปภายภาคหน้า มนุษย์ในชมพูทวีป จะมีอายุเพียง ๑๐ ปี เท่านั้น และตัวจะเตี้ยถึงขนาดต้องสอยมะเขือกิน เรียกยุคนั้นว่า "ยุคทมิฬ" เป็นยุคที่เสื่อมที่สุดของ "ชมพูทวีป"
-> ดอกไม้ประจำชมพูทวีปคือ "ชมพู (ไม้หว้า)" เพราะเหตุนี้ ถึงเรียกว่า "ชมพูทวีป"
-> ชมพูทวีป เป็นทวีปเดียวที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ต้องมาตรัสรู้ที่ทวีปนี้เท่านั้น
(ในอรรถกถากล่าวไว้ว่า ชมพูทวีปประกอบด้วยส่วนที่เป็นมหาสมุทร ๔ ส่วน เป็นแผ่นดิน ๓ ส่วน และเป็นพื้นที่ของป่าหิมพานต์ ๓ ส่วน รวมกันได้เป็น ๑๐ ส่วน)


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, ต้นฝ้าย, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6561
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1032



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #290 เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:40:22 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๕/๕) ประมวลธรรม : ๖๖.มารตัชชนียสูตร

-> ภูเขาหิมวา (ภูเขาหิมาลัย) สูง ๕๐๐ โยชน์ ยาวและกว้าง ๓,๐๐๐ โยชน์ (เท่ากัน) ประดับไปด้วยยอดถึง ๘๔,๐๐๐ ยอด เป็นที่ตั้งของ ต้นชมพู (หว้า) ต้นไม้ประจำทวีป วัดรอบลำต้นได้ ๑๕ โยชน์ ลำต้นสูง ๕๐ โยชน์ และกิ่ง (แต่ละกิ่ง) ก็ยาว ๕๐ โยชน์ แผ่ออกไปวัดได้ ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ และสูงขึ้นไปก็เท่ากันนั้น ก็แลขนาดของต้นชมพูนี้ใด ขนาดนั้นนั่นแหละเป็นขนาดของต้นจิตรปาฏลี (แคฝอย) ของพวกอสูร; ต้นสิมพลี (งิ้ว) ของพวกครุฑ; ต้นกทัมพะ (กระทุ่ม) ในอมรโคยานทวีป; ต้นกัปปะในอุตตรกุรุทวีป; ต้นสิรีระ (ซึก) ในบุพพวิเทหทวีป; ต้นปาริฉัตตกะ ในดาวดึงส์ เพราะเหตุนั้นแล ท่านโบราณจารย์จึงกล่าวไว้ว่า (ต้นไม้ประจำภพและทวีป คือ) ต้นปาฏลี ต้นสิมพลี ต้นชมพู ต้นปาริตฉัตตะของพวกเทวดา ต้นกทัมพะ ต้นกัปปะ และต้นที่ ๗ คือ ต้นสิรีสะ ดังนี้)
(๒) ทิศตะวันตก = อมรโคยานทวีป
-> เป็นแผ่นดินกว้าง ๗,๐๐๐ โยชน์ ประกอบด้วยเกาะ และแม่น้ำใหญ่น้อย มีทวีปน้อยเป็นบริวาร ๕๐๐ ทวีป
-> มีธาตุแก้วผลึกอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุแก้วผลึกทำให้ท้องฟ้าและมหาสมุทรของอมรโคยานทวีปมีสีแก้วผลึก
-> มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีรูปหน้าเหมือนพระจันทร์ครึ่งซีก มีใบหน้าวงกลม คล้ายวงพระจันทร์ คนหน้าเหมือนดั่งเดือนแรม จมูกโด่ง คางแหลม
-> มนุษย์ที่อมรโคยานทวีป มีความสูง ๖ ศอก มีอายุ ๕๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว)
-> ดอกไม้ประจำอมรโคยานทวีปคือ "กะทัมพะ (ไม้กระทุ่ม)"
(๓) ทิศตะวันออก = ปุพพวิเทหะทวีป
-> เนื้อที่กว้าง ๗,๐๐๐ โยชน์ มีทวีปน้อยเป็นบริวาร ๕๐๐ ทวีป
-> มีธาตุเงินอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุเงิน ทำให้ท้องฟ้าและมหาสมุทรของปุพพวิเทหะทวีป มีสีเงิน
-> มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีรูปหน้าเหมือนพระจันทร์เต็มดวง คนหน้ากลมเหมือนดวงจันทร์ มีใบหน้าตอนบนโค้งตัดลงมาเหมือนบาตร
-> มนุษย์ที่ปุพพวิเทหะทวีป มีความสูง ๙ ศอก มีอายุ ๗๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว)
-> ดอกไม้ประจำปุพพวิเทหะทวีปคือ "สิรีสะ (ไม้ทรึก)"
(๔) ทิศเหนือ = อุตรกุรุทวีป
-> มีเนื้อที่กว้าง ๘,๐๐๐ โยชน์ เป็นที่ราบ มีทวีปน้อยเป็นบริวาร ๕๐๐ ทวีป
-> มีธาตุทองคำอยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุทองคำ ทำให้ท้องฟ้าและมหาสมุทรของอุตรกุรุทวีปมีสีเหลืองทอง
-> มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ รูปร่างสวยงาม มีลักษณะใบหน้าเป็นรูป ๔ เหลี่ยม รักษาศีล ๕ เป็นนิจ ไม่ยึดถือสมบัติ บุตร ภรรยา สามี ว่าเป็นของๆตน
-> มนุษย์ที่อุตรกุรุทวีป มีความสูง ๑๓ ศอก มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว)
-> มีต้นไม้นานาชนิด ดอกไม้ประจำอุตรกุรุทวีปคือ "กัปปรุกขะ (กัลปพฤกษ์)" ถ้าอยากได้อะไร ก็ไปนึกเอาที่ต้นกัลปพฤกษ์ จะสมปรารถนา
-> มนุษย์ที่อุตรกุรุทวีป เมื่อตายจากทวีปนี้ ทุกคนจะได้ไปเกิดใน "เทวภูมิ ชั้นตาวติงสาห์ภูมิ" ทุกๆคน เป็นกฏตายตัว)
-> ในภาษาบาลี "อุตร" แปลว่า "เหนือ" เพราะเหตุนี้ ถึงเรียกทวีปนี้ว่า "อุตรกุรุทวีป"


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 18 19 [20]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.211 วินาที กับ 70 คำสั่ง
กำลังโหลด...