Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
หน้า: 1 ... 27 28 [29]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา  (อ่าน 300640 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7779
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1277



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #420 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:17:47 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๔๕/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

[ฌ] ญาณวัตถุหมวดละ ๙ คือ
(๑) ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙= ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ คือ ความรู้แจ้ง (ปัญญา) ที่เกิดจากการเข้าถึงและถอยออกจากความสงบใจระดับสูงตามลำดับ ๙ ขั้น (สมาบัติ ๙ หรือ อนุปุพพวิหาร ๙) ซึ่งประกอบด้วย รูปฌาน ๔, อรูปฌาน ๔ และขั้นดับสัญญาเวทนา (นิโรธสมาบัติ) ปัญญาในขั้นนี้ ไม่ใช่เพียงความรู้จำ แต่คือการเห็นแจ้งถึงความประณีตที่ยิ่งๆ ขึ้นไป และเป็นเครื่องมือในการละกิเลส
(๑.๑) ปัญญาในปฐมฌานสมาบัติ: รู้ชัดว่าจิตสงัดจากกามและอกุศล มีสติรู้เท่าทันวิตก วิจาร ปิติ และสุขปัญญา (๑.๒)ในทุติยฌานสมาบัติ: รู้ชัดเมื่อจิตสงบวิตกและวิจารลงไป เหลือเพียงความผ่องใสและปีติสุขปัญญา (๑.๓)ในตติยฌานสมาบัติ: รู้ชัดเมื่อปีติดับไป เหลือเพียงอุเบกขา สติ และสุขปัญญา (๑.๔) ในจตุตถฌานสมาบัติ: รู้ชัดเมื่อละสุขและทุกข์ ดับความดีใจเสียใจ มีอุเบกขาบริสุทธิ์ปัญญา (๑.๕) ในอากาสานัญจายตนสมาบัติ: รู้ชัดเมื่อก้าวล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา (ความขัดเคือง) และพิจารณาความไม่มีที่สิ้นสุดของอากาศปัญญา (๑.๖ ) ในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ: รู้ชัดการก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะ และพิจารณาความไม่มีที่สิ้นสุดของวิญญาณแทนปัญญา (๑.๗) ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ: รู้ชัดการก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะ และพิจารณาความไม่มีอะไรเลย (ความว่าง) เป็นอารมณ์ปัญญา (๑.๘) ในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ: รู้ชัดสภาวะที่ละเอียดประณีตจนเกือบไม่มีสัญญา แต่ก็ยังจัดว่าเป็นสภาวะที่มีสัญญาอยู่ (๑.๙) ปัญญาในนิโรธสมาบัติ (ปัจจเวกขณญาณ) = คือ ปัญญาของการถอยออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ (สมาบัติขั้นที่ ๙) ซึ่งเป็นความดับไปของสัญญาและเวทนา จิตจะสงบระงับที่สุด
ทสกมาติกา
[ญ] ญาณวัตถุหมวดละ ๑๐ คือ พระตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด
-- จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร กำลังเหล่านั้นชื่อว่า กำลัง ๑๐ ของพระตถาคต
[๑] กำลัง ๑๐ ของพระตถาคต เป็นไฉน?
(๑) ฐานาฐานญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ฐานะและอฐานะ (รู้ว่าสิ่งใดเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ตามเหตุผล)
-- พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบ
(๑.๑) ธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะ (๑.๒) และธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริง เป็นไปไม่ได้/ไม่มีเหตุผล (๑.๓) พระตถาคตทรงทราบธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะ (๑.๔) และธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
(๒) กรรมวิปากญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ผลของกรรม (รู้ความสัมพันธ์ระหว่างกรรมและการให้ผล)
-- พระตถาคตย่อมทรงทราบวิบากของกัมมสมาทานอันเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ตามความเป็นจริง โดยฐานะ โดยเหตุ
-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
(๓) สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่คติทั้งปวง
-- พระตถาคตย่อมทรงทราบทางไปสู่ภูมิทั้งปวง (รู้ทางไปสู่สุคติและทุคติตามความเป็นจริง) แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
(๔) นานาธาตุญาณ = ปรีชาหยั่งรู้โลกอันประกอบด้วยธาตุหลายหลากไม่ใช่อย่างเดียว
-- พระตถาคตทรงทราบโลกอันเป็นอเนกธาตุ เป็นนานาธาตุ ตามความเป็นจริง แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
(๕) นานาธิมุตติญาณ = ปรีชาหยั่งรู้อัธยาศัยและความนึกคิดของสัตว์ทั้งหลายที่แตกต่างกัน
-- พระตถาคตย่อมทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความเป็นจริง
-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
(๖) อินทริยปะโรปริยัตตญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์อื่น
-- พระตถาคตย่อมทรงทราบความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่น ตามความเป็นจริง  แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), หยาดฟ้า, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7779
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1277



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #421 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 02:23:35 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๔๖/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
(๗) ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว และความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ
-- พระตถาคตย่อมทรงทราบความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ตามความเป็นจริง แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
(๘) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ระลึกชาติก่อนได้
-- พระตถาคตย่อมทรงทราบความระลึกชาติหนหลังได้ตามความเป็นจริง แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต.
(๙) จุตูปปาตญาณ = ปรีชาหยั่งรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย (ตาทิพย์)
-- พระตถาคตย่อมทรงทราบความจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลายตามเป็นจริง แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต.
(๑๐) อาสวักขยญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
-- พระตถาคตย่อมทรงทราบความสิ้นอาสวะตามความเป็นจริง  แม้ข้อนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
-- พระตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร กำลังเหล่าใด ชื่อว่า กำลัง ๑๐ ของพระตถาคต
มาติกา จบ
[ญ] เอกกนิทเทส = คำอธิบายธรรมะเป็นหมวดๆ โดยตั้งหัวข้ออธิบายแยกทีละข้อหรือทีละประเด็น
(๑) วิญญาณ ๕ = หรือปัญจวิญญาณ ได้แก่ จักขุวิญญาณ, โสตวิญญาณ, ฆานวิญญาณ, ชิวหาวิญญาณ, และกายวิญญาณ
-- เป็นนเหตุทั้งนั้น = สภาวะของ "วิญญาณ ๕" คือจิตทำหน้าที่รับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น และกาย จัดเป็น อเหตุกจิต (จิตที่ไม่มีเหตุโลภ โทสะ โมหะ หรือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ เกิดร่วมด้วยเลย จึงเรียกว่า นเหตุ (ไม่ใช่เหตุ)
-- เป็นอเหตุกะทั้งนั้น = จิตที่ไม่มีเหตุเจตสิก ๖ คือ โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ เกิดร่วมด้วย) ทั้งหมด โดยแบ่งเป็นวิบากจิตที่เป็นผลของกรรมดี ๕ ดวง และผลของกรรมชั่ว ๕ ดวง
-- เป็นเหตุวิปปยุตทั้งนั้น = สภาพธรรม (เช่น จิตและเจตสิก) ที่ไม่ได้เกิดร่วมกัน หรือเข้ากันไม่ได้กับธรรมในหมวดนั้นๆ เหตุที่วิญญาณ ๕ เป็นเหตุวิปปยุตเพราะ เป็นอเหตุกจิต (จิตที่ไม่มีเหตุเจตสิก ๖ ประการ คือ โลภะ, โทสะ, โมหะ, อโลภะ, อโทสะ, อโมหะ/ปัญญา) เกิดร่วมด้วยเลยเนื่องจากจิตเกิดขึ้นเพื่อ "รับรู้" สิ่งที่มากระทบเท่านั้น จึงจัดเป็นจิตที่ วิปปยุตจากเหตุ (เหตุวิปปยุต) ปราศจากเจตสิกฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่วมาเป็นตัวปรุงแต่งให้เกิดเป็นกุศลหรืออกุศลกรรมในขณะนั้น
-- เป็นสัปปัจจยะทั้งนั้น = คือ ธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง เนื่องจากเกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุปัจจัยต่างๆ ร่วมกัน เช่น การเห็นจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย ตา + รูป + แสงสว่าง + มนสิการ เป็นต้น
-- เป็นสังขตะทั้งนั้น = สภาพธรรมที่ทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์ทั้ง ๕ ประการ ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น (สังขตะ) เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป
-- เป็นอรูปทั้งนั้น
-- เป็นโลกิยะทั้งนั้น
-- เป็นสาสวะทั้งนั้น = เป็นสภาพที่กิเลสอาศัยนอนเนื่องได้
-- เป็นสัญโญชนิยะทั้งนั้น = เพราะเป็นธรรมที่ประกอบด้วยหรือเป็นอารมณ์ของ สัญโญชน์ (กิเลสเครื่องผูกสัตว์ไว้ในวัฏสงสาร) เพราะการรับรู้ผ่านทวารทั้ง ๕ นี้ มักเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดความยินดี (ราคะ) หรือความขัดเคือง (ปฏิฆะ) ซึ่งเป็นกิเลสที่ผูกมัดจิตใจของเราไว้ให้ติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิด
-- เป็นคันถนิยะทั้งนั้น = สภาวธรรมที่เป็น อารมณ์ของกิเลสเครื่องผูกใจ ๔ อย่าง เรียกว่า "คันถะ" ได้แก่ (๑)อภิชฌากายคันถะ - ความเพ่งเล็งอยากได้ (๒) พยาปาทกายคันถะ - ความพยาบาท คิดร้าย (๓) สีลัพพตปรามาสกายคันถะ - ความยึดมั่นในศีลพรตที่ผิด (๔) อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ - ความถือมั่นความเห็นของตนว่าจริงฝ่ายเดียว


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ข้าวหอม, กรกันต์, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7779
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1277



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #422 เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:15:32 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๔๗/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

-- เป็นโอฆนิยะทั้งนั้น ="ห้วงน้ำคือกิเลส" ที่ท่วมทับจิตใจของสรรพสัตว์ให้จมอยู่ในสังสารวัฏ หรือทำให้ดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความทุกข์ ประกอบด้วย ๔ ประการ ดังนี้ (๑) กาโมฆะ - โอฆะคือกาม ได้แก่ กระแสน้ำคือความกำหนัด ความใคร่ ความอยากได้ในอารมณ์ต่างๆ (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (๒) ภโวฆะ - โอฆะคือภพ ได้แก่ กระแสน้ำคือความอยากมีความเป็น ยึดติดในภพต่างๆ (ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น) รวมถึงความยินดีในการได้ (๓) ฌานทิฏโฐฆะ (หรือ ทิฏโฆฆะ) - โอฆะคือทิฏฐิ ได้แก่ กระแสน้ำคือความเห็นผิด การยึดมั่นถือมั่นในความเชื่อ ลัทธิ ทฤษฎี หรือการยึดถือในตัวตน (๔) อวิชโชฆะ - โอฆะคืออวิชชา ได้แก่ กระแสน้ำคือความไม่รู้จริงในอริยสัจ ๔ เป็นต้นเหตุหลักที่ทำให้สรรพสัตว์หลงทาง
-- เป็นโยคนิยะทั้งนั้น = ธรรมที่ควรประกอบ หรือเป็นอารมณ์ของโยคะ/กิเลส หมายถึง ธรรมชาติของวิญญาณ ๕ เป็นสิ่งที่กิเลสประเภทโยคะ เครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพ ได้แก่ (๑) กามโยคะ (๒) ภวโยคะ (๓) ทิฏฐโยคะ (๔) อวิชชาโยคะ เข้าไปยึดเกาะ ประกอบปรุง หรือทำให้เกิดความยินดียินร้าย
-- เป็นนีวรณิทั้งนั้น
-- เป็นปรามัฏฐะทั้งนั้น = สภาวธรรมที่ถูกยึดถือเป็นอารมณ์ของ กิเลส
-- เป็นอุปาทานิยะทั้งนั้น = สิ่งที่ถูกอุปาทานยึดมั่นถือมั่นได้ หรือเป็นที่ตั้งแห่งความยึดติด
-- เป็นสังกิเลสิกะทั้งนั้น = เป็นธรรมอันเป็นอารมณ์ของกิเลส โดยสภาวะของวิญญาณ ๕ เป็น สาสวะ (เป็นสภาพที่กิเลสอาศัยนอนเนื่องได้) และเป็น สัญโญชนิยะ (เป็นธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งเครื่องผูกมัดจิตใจ) เมื่อมีการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส และสัมผัส ที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความชอบ ความชัง หรือเกิดกิเลสขึ้นมาได้ง่ายนั่นเอง
-- เป็นอัพยากตะทั้งนั้น
-- เป็นสารัมมณะทั้งนั้น
-- เป็นอเจตสิกะทั้งนั้น
-- เป็นวิบากทั้งนั้น
-- เป็นอุปาทินนุปาทานิยะทั้งนั้น = คือ ธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือว่าเป็นผล และเป็นอารมณ์ของอุปาทานได้
-- เป็นอสังกิสิฏฐสังกิเลสิกะทั้งนั้น = สภาพธรรมที่ไม่เศร้าหมองด้วยกิเลส แต่เป็นอารมณ์ของกิเลสได้ เนื่องจากวิญญาณทั้ง ๕ เป็น อเหตุกวิบากจิต (จิตที่เป็นผลของกรรม ไม่ประกอบด้วยเหตุหรือเจตสิกฝ่ายดี/ร้ายใดๆ ในขณะนั้น) ทำหน้าที่เพียง "รับรู้" สิ่งที่มากระทบเท่านั้น ไม่ได้ยินดียินร้ายหรือปรุงแต่งต่อ จึงเป็นสภาวะที่ไม่มีกิเลสเกิดขึ้นในขณะนั้น (ไม่เศร้าหมอง) แต่เมื่อรับรู้แล้ว กิเลสอาจเกิดขึ้นที่จิตดวงอื่นในภายหลังได้ (เป็นที่ตั้งแห่งความยึดติด)
--ไม่เป็นสวิตักกสวิจาระทั้งนั้น = เหตุผลที่วิญญาณ ๕ ไม่เป็นสวิตักกสวิจาร เพราะวิญญาณ ๕ เป็นจิตที่ทำหน้าที่รับอารมณ์ที่มากระทบประสาทสัมผัสโดยตรงและเกิดขึ้นทันที เป็นจิตที่ กำลังอ่อนมาก และเป็นผลของกรรม (วิบาก) ล้วนๆ มันจึงทำหน้าที่แค่ "เห็น" หรือ "ได้ยิน" เท่านั้น โดยไม่มีการตรึกนึกคิด (วิตก) หรือการประคองพิจารณาอารมณ์ (วิจาร) ใดๆ เกิดร่วมด้วยเลย
-- ไม่เป็นอวิตักกวิจารมัตตะทั้งนั้น = จิตที่มีแต่วิจารอย่างเดียว (ไม่มีวิตก)
-- เป็นอวิตักกาวิจาระทั้งนั้น = คือ จิตรู้แจ้งอารมณ์ทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ โดยสภาวธรรมเหล่านี้ไม่มีทั้ง วิตก (ความตรึกอารมณ์) และ วิจาร (ความประคองอารมณ์) จัดเป็นจิตที่รับรู้อารมณ์อย่างเป็นกลางและรวดเร็ว
-- ไม่เป็นปีติสหคตะทั้งนั้น
-- เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพะทั้งนั้น ="ธรรมที่ไม่ต้องละด้วยโสดาปัตติมรรค และไม่ใช่ธรรมที่ต้องละด้วยมรรคเบื้องบน ๓"
-- เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกะทั้งนั้น = เพราะจัดเป็น อัพยากตธรรม ไม่ใช่กุศลและอกุศล) และเป็น วิบากจิต (จิตที่เป็นผลของกรรม) จึงไม่มีเหตุหรือกิเลสใดๆ ที่จะต้องถูกประหาณ (ละ) ด้วยมรรค
-- เป็นเนวาจยคามินาปจยคามีทั้งนั้น = คือไม่ใช่ธรรมที่ให้เกิดกิเลสหรือภพภูมิ (ไม่ใช่เหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิด) และไม่ใช่ธรรมดาที่ดับกิเลส
-- เป็นเนวเสกขานาเสกขะทั้งนั้น = วิญญาณ ๕ เป็นเนวเสกขานาเสกขะ คืออะไร? วิญญาณ ๕ เหล่านี้จัดเป็นสภาพธรรมประเภท "อัพยากฤต" (จิตที่เป็นกลางๆ ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป เป็นเพียงผลของกรรม) ซึ่งเป็นวิบากจิต ดังนั้น จึงจัดเป็นสภาพธรรมที่ เป็นกลาง ไม่จัดเข้าพวกกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง (ไม่ใช่ของพระเสกขะ และไม่ใช่ของพระอเสกขะ) เป็นเพียงสภาวะธรรมชาติของการรับรู้อารมณ์ ที่เกิดจากเหตุปัจจัย (มี ตา รูป เป็นต้น) แล้วดับไปเท่านั้น
-- เป็นปริตตะทั้งนั้น
-- เป็นกามาวจรทั้งนั้น
--ไม่เป็นรูปาวจรทั้งนั้น
-- ไม่เป็นอรูปาวจรทั้งนั้น
-- เป็นปริยาปันนะทั้งนั้น = ธรรมที่นับเนื่องอยู่ในวัฏสงสารไม่ใช่โลกุตตรธรรมหรือ อรูปาวจรธรรม
-- ไม่เป็นอปริยาปันนะทั้งนั้น
-- เป็นอนิยตะทั้งนั้น = คือ วิญญาณทั้ง ๕ นี้จัดเป็น อนิยตธรรม คือ สภาพธรรมที่ไม่แน่นอน ไม่ตายตัวในเรื่องของผล
-- เป็นอนิยยานิกะทั้งนั้น= แปลว่า "ธรรมที่ไม่นำสัตว์ออกจากวัฏสงสาร
เป็นธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว พึงรู้ได้ด้วยมโนวิญญาณ เป็นธรรมชาติไม่เที่ยง ถูกชราครอบงำทั้งนั้น


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 27 28 [29]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.095 วินาที กับ 38 คำสั่ง
กำลังโหลด...