Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
หน้า: 1 ... 30 31 [32]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา  (อ่าน 314898 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8112
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1346



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #465 เมื่อ: 29, กันยายน, 2569, 07:44:03 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๒๒/๒๗)

(๓) ปริยุฏฐาน = กิเลสเครื่องกลุ้มรุมใจ ๗
(๓.๑) กามปริยุฏฐานะ - กิเลสเป็นเครื่องครอบงำจิตคือกาม (๓.๒) ปฏิฆปริยุฏฐานะ - กิเลสเป็นเครื่องครอบงำจิตคือปฏิฆะ (๓.๓) มานปริยุฏฐานะ - กิเลสเป็นเครื่องครอบงำจิตคือมานะ (๓.๔) ทิฏฐิปริยุฏฐานะ - กิเลสเป็นเครื่องครอบงำจิตคือทิฏฐิ (๓.๕) วิจิกิจฉาปริยุฏฐานะ - กิเลสเป็นเครื่องครอบงำจิตคือวิจิกิจฉา (๓.๖) ภวราคปริยุฏฐานะ - กิเลสเป็นเครื่องครอบงำจิตคือภวราคะ ( ๓.๗) อวิชชาปริยุฏฐานะ - กิเลสเป็นเครื่องครอบงำจิตคืออวิชชา
(๔) อสัทธรรม = ธรรมของคนพาล ๗
 (๔.๑) เป็นผู้ไม่มีศรัทธา (๔.๒) ไม่มีหิริ (๔.๓) ไม่มีโอตตัปปะ (๔.๔) มีสุตะน้อย (๔.๕) เกียจคร้าน (๔.๖) หลงลืมสติ (๔.๗) มีปัญญาทราม
เหล่านี้ชื่อว่าอสัทธรรม ๗
(๕) ทุจริต = ความประพฤติชั่ว ๗
(๕.๑) ปาณาติบาต - ฆ่าสัตว์ (๕.๒) อทินนาทาน - ลักทรัพย์ (๕.๓) กาเมสุมิจฉาจาร - ประพฤติผิดในกาม (๕.๔) มุสาวาท - พูดเท็จ (๕.๕) ปิสุณวาจา - พูดส่อเสียด (๕.๖) ผรุสวาจา - พูดคำหยาบ (๕.๗) สัมผัปปลาปะ -พูดเพ้อเจ้อ
(๖) มานะ = ความถือตัว ๗
(๖.๑) มานะ - ความถือตัว (๖.๒) อติมานะ - ความถือตัวจัด (๖.๓) มานาติมานะ - ความเย่อหยิ่ง (๖.๔) โอมานะ - ความดูหมิ่นตนเอง (๖.๕) อธิมานะ - ความสำคัญว่าได้บรรลุ (๖.๖) อัสมิมานะ - ความสำคัญว่ามีตัวตน (๖.๗) มิจฉามานะ - ความถือตัวผิด
(๗) ทิฏฐิ = ความเห็นผิด ๗
(๗.๑) สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ
-> เพราะอัตตานี้มีรูปสำเร็จมาจากมหาภูตรูป ๔ เกิดจากบิดามารดา หลังจากตายแล้วย่อมขาดสูญ พินาศ ไม่เกิดอีก เพราะเหตุเพียงเท่านี้ อัตตานี้จึงขาดสูญโดยสิ้นเชิง
-> สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่เกิดขึ้นอีกของสัตว์อย่างนี้
(๗.๒) สมณะหรือพราหมณ์อื่น กล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์นั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ
-> อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนี้มีอยู่จริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่อัตตานี้จะไม่ใช่ขาดสูญโดยสิ้นเชิง เพราะเหตุเพียงเท่านี้
-> ยังมีอัตตาอื่นที่เป็นทิพย์ มีรูปเป็น กามาวจร บริโภคข้าวเป็นอาหาร ท่านยังไม่รู้ไม่เห็น แต่เรารู้เห็น
~ อัตตาที่เป็นทิพย์ = หมายถึงอัตตาที่เกิดในเทวโลก
~ กามาวจร  = เทวดาชั้นกามาวจร ๖ ชั้น คือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ดุสิต นิมมานรดี และปรนิมมิตวสวัสดี
-> เพราะอัตตานั้นแล หลังจากตายแล้วย่อมขาดสูญ พินาศ ไม่เกิดอีก
-> เพราะเหตุเพียงเท่านี้แล อัตตานี้จึงขาดสูญโดยสิ้นเชิง สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์ อย่างนี้
(๗.๓) สมณะหรือพราหมณ์อื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์นั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ
-> อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนี้มีอยู่จริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่อัตตานี้ไม่ใช่ขาดสูญโดยสิ้นเชิง เพราะเหตุเพียงเท่านี้
-> ยังมีอัตตาอื่นที่เป็นทิพย์มีรูปสำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่องมีอยู่จริง ท่านยังไม่รู้ไม่เห็น แต่เรารู้เห็น
-> เพราะอัตตานั้นแล หลังจากตายแล้วย่อมขาดสูญพินาศไป ไม่เกิดอีก
-> เพราะเหตุเพียงเท่านี้แล อัตตานี้จึงขาดสูญโดยสิ้นเชิง สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์อย่างนี้
(๗.๔) สมณะหรือพราหมณ์อื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์นั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ
-> อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนี้มีอยู่จริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่อัตตานี้ไม่ใช่ขาดสูญโดยสิ้นเชิง เพราะเหตุเพียงเท่านี้
-> ยังมีอัตตาอื่นที่เข้าถึง อากาสานัญจายตนฌาน โดยกำหนดว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนด นานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง ท่านยังไม่รู้ไม่เห็น แต่เรารู้เห็น
-> เพราะอัตตานั้นแล หลังจากตายแล้ว ย่อมขาดสูญ พินาศ ไม่เกิดอีก
-> เพราะเหตุเพียงเท่านี้แล อัตตานี้จึงขาดสูญโดยสิ้นเชิง สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์อย่างนี้
(๗.๕) สมณะหรือพราหมณ์อื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์นั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ
-> อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนี้มีอยู่จริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่อัตตานี้ไม่ใช่ขาดสูญโดยสิ้นเชิง เพราะเหตุเพียงเท่านี้
-> ยังมีอัตตาอื่นที่เข้าถึง วิญญาณัญจายตนฌาน โดยกำหนดว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วง อากาสานัญจายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง ท่านยังไม่รู้ไม่เห็น แต่เรารู้เห็น
-> เพราะอัตตานั้นแล หลังจากตายแล้วย่อมขาดสูญ พินาศ ไม่เกิดอีก
-> เพราะเหตุเพียงเท่านี้แล อัตตานี้จึงขาดสูญโดยสิ้นเชิง สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์อย่างนี้


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ข้าวหอม, ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, เฒ่าธุลี

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8112
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1346



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #466 เมื่อ: 30, กันยายน, 2569, 06:01:02 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๒๓/๒๗)

(๗.๖) สมณะหรือพราหมณ์อื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์นั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ
-> อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนี้มีอยู่จริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่อัตตานี้ไม่ใช่ขาดสูญโดยสิ้นเชิง เพราะเหตุเพียงเท่านี้
-> ยังมีอัตตาอื่นที่เข้าถึง อากิญจัญญายตนฌาน โดยกำหนดว่า อะไร ๆ ก็ไม่มี เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง ท่านยังไม่รู้ไม่เห็น แต่เรารู้เห็น เพราะอัตตานั้นแล หลังจากตายแล้วย่อมขาดสูญ พินาศ ไม่เกิดอีก เพราะเหตุเพียงเท่านี้แล อัตตานี้จึงขาดสูญโดยสิ้นเชิง
-> สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์อย่างนี้
(๗.๗) สมณะหรือพราหมณ์อื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์นั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ
-> อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนี้มีอยู่จริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่อัตตานี้ไม่ใช่ขาดสูญโดยสิ้นเชิง เพราะเหตุเพียงเท่านี้
-> ยังมีอัตตาอื่นที่เข้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง ท่านยังไม่รู้ไม่เห็น แต่เรารู้เห็น
-> เพราะอัตตานั้นแล หลังจากตายแล้ว ย่อมขาดสูญ พินาศ ไม่เกิดอีก
-> เพราะเหตุเพียงเท่านี้แลอัตตานี้จึงขาดสูญโดยสิ้นเชิง
-> สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์อย่างนี้
เหล่านี้ชื่อว่าทิฏฐิ ๗
สัตตกมาติกา จบ
[๘] อัฏฐกมาติกา
(๑) กิเลสวัตถุ = สิ่งก่อความเศร้าหมอง ๘
(๑.๑) โลภะ - ความโลภ (๑. ๒) โทสะ -ความคิดประทุษร้าย (๑.๓) โมหะ - ความหลง (๑.๔) มานะ - ความถือตัว (๑.๕) ทิฏฐิ - ความเห็นผิด (๑.๖) วิจิกิจฉา - ความลังเลสงสัย (๑.๗) ถีนะ - ความหดหู่ท้อแท้ (๑.๘) อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน
(๒) กุสีตวัตถุ = เหตุเกิดความเกียจคร้าน ๘
(๒.๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้มีการงานที่ต้องทำ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักต้องทำการงาน แต่เมื่อเรากำลังทำการงานอยู่จักลำบากกาย เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึงนอน
-> ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๑
(๒.๒) ภิกษุทำการงานแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราได้ทำการงานแล้ว เมื่อเรากำลังทำการงานอยู่กายก็ลำบาก เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึงนอน
->ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๒
(๒.๓) ภิกษุต้องเดินทาง เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักต้องเดินทางแน่ เมื่อเรากำลังเดินทางกายจักลำบาก เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึงนอน
->ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๓
(๒.๔) ภิกษุเดินทางแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราได้เดินทางแล้วนะ เมื่อเรากำลังเดินทางอยู่กายก็ลำบาก เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึงนอน
->ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๔
(๒.๕) ภิกษุเที่ยวไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะหยาบหรือประณีตเพียงพอแก่ความต้องการ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราเที่ยวไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ก็ไม่ได้โภชนะหยาบหรือประณีตเพียงพอแก่ความต้องการกายของเรานั้นเหน็ดเหนื่อย ไม่ควรแก่การงาน เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึงนอน
->ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๕
(๒.๖) ภิกษุเที่ยวไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ได้โภชนะหยาบหรือประณีตเพียงพอแก่ความต้องการ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เรานะเที่ยวไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคมได้โภชนะหยาบหรือประณีตเพียงพอแก่ความต้องการแล้ว กายของเราหนัก ไม่ควรแก่การงาน จะเป็นเหมือนถั่วหมักเอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึงนอน
->ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๖
(๒.๗) ภิกษุเกิดอาพาธขึ้นเล็กน้อย เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราเกิดอาพาธขึ้นเล็กน้อย มีข้ออ้างที่จะนอน เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึงนอน
->ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๗
๘. ภิกษุหายไข้แล้วแต่หายยังไม่นาน เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราหายไข้แล้ว แต่หายยังไม่นาน กายของเรานั้นยังอ่อนเพลีย ไม่ควรแก่การงาน เอาละเรานอนดีกว่า เธอจึงนอน
->ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง
นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๘


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ข้าวหอม, ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, เฒ่าธุลี

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8112
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1346



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #467 เมื่อ: 30, กันยายน, 2569, 03:53:42 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๒๔/๒๗)

(๓) จิตกระทบในโลกธรรม ๘
(๓.๑) ความยินดีในลาภ (๓.๒) ความยินร้ายในความเสื่อมลาภ (๓.๓) ความยินดีในยศ (๓.๔) ความยินร้ายในความเสื่อมยศ (๓.๕) ความยินดีในการสรรเสริญ (๓.๖) ความยินร้ายในการนินทา (๓.๗) ความยินดีในสุข (๓.๘) ความยินร้ายในทุกข์
เหล่านี้ชื่อว่าจิตกระทบในโลกธรรม ๘
(๔) อนริยโวหาร = คำพูดของผู้มิใช่พระอริยะ ๘
(๔.๑) เมื่อไม่เห็น พูดว่าเห็น (๔.๒) เมื่อไม่ได้ยิน พูดว่าได้ยิน (๔.๓) เมื่อไม่รู้ พูดว่ารู้ (๔.๔) เมื่อไม่เข้าใจ พูดว่าเข้าใจ (๔.๕) เมื่อเห็น พูดว่าไม่เห็น (๔.๖) เมื่อได้ยิน พูดว่าไม่ได้ยิน (๔.๗) เมื่อรู้ พูดว่าไม่รู้ (๔.๘) เมื่อเข้าใจ พูดว่าไม่เข้าใจ
(๕) มิจฉัตตะ = ความเห็นผิด ๘
(๕.๑) มิจฉาทิฏฐิ - เห็นผิด (๕.๒) มิจฉาสังกัปปะ - ดำริผิด (๕.๓) มิจฉาวาจา - เจรจาผิด (๕.๔) มิจฉากัมมันตะ -การงานผิด (๕.๕) มิจฉาอาชีวะ - เลี้ยงชีพผิด (๕.๖) มิจฉาวายามะ - พยายามผิด (๕.๗) มิจฉาสติ - ระลึกผิด (๕.๘) มิจฉาสมาธิ - ตั้งจิตมั่นผิด
เหล่านี้ชื่อว่ามิจฉัตตะ ๘
(๖) บุรุษโทษ =โทษของคน ๘
(๖.๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้โจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นแก้ตัว โดยการอ้างว่าไม่มีสติอย่างนี้ว่า เราระลึกไม่ได้ เราระลึกไม่ได้ นี้ชื่อว่าบุรุษโทษข้อที่ ๑
(๖.๒) ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นโต้ตอบผู้โจทว่า การพูดกับท่านผู้โง่เขลา ไม่ฉลาดจะมีประโยชน์อะไร แม้ท่านก็ยังเข้าใจ ผมว่าควรว่ากล่าว นี้ชื่อว่าบุรุษโทษข้อที่ ๒
(๖.๓) ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นกลับปรับอาบัติแก่ภิกษุผู้โจทนั่นว่า ถึงท่านก็ต้องอาบัติชื่อนี้ ท่านจงแสดงอาบัตินั้นเสียก่อน นี้ชื่อว่าบุรษโทษข้อที่ ๓
(๖.๔) ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นยกเหตุอื่น ๆ มาพูดกลบเกลื่อน พูดชักให้เขวไปนอกเรื่อง เคือง แสดงความโกรธ เคืองและอาการไม่พอใจ นี้ชื่อว่าบุรุษโทษข้อที่ ๔
(๖.๕) ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นโบกมือปฏิเสธในท่ามกลางสงฆ์ นี้ชื่อว่าบุรุษโทษข้อที่ ๕
(๖.๖) ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นนิ่งเฉยเสียด้วยคิดว่าเราไม่ต้องอาบัติเลย แต่ความจริงเราต้องอาบัติ แกล้งสงฆ์ให้ลำบาก นี้ ชื่อว่าบุรุษโทษข้อที่ ๖
(๖.๗) ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้น ไม่เอื้อเฟื้อสงฆ์ ไม่เอื้อเฟื้อโจท หลีกไปตามชอบใจ ทั้งที่ยังมีอาบัติติดตัวอยู่ นี้ชื่อว่าบุรุษโทษข้อที่ ๗
(๖.๘) ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ทำไมหนอ ท่านจึงวุ่นวายกับกระผมนัก บัดนี้กระผมจักลาสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์
-> เธอก็ลาสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า พระคุณเจ้า
บัดนี้แลท่านคงพอใจ นี้ชื่อว่าบุรุษโทษข้อที่ ๘
(๗) อสัญญีวาทะ = วาทะว่าอัตตาไม่มีสัญญา ๘
สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า
(๗.๑) อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน๑ หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา (๗.๒) อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา (๗.๓) อัตตาทั้งที่มีรูปและไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา (๗.๔) อัตตามีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา (๗.๕) อัตตามีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา (๗.๖) อัตตาไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา (๗.๗) อัตตามีที่สุดและไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา (๗.๘) อัตตามีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา
เหล่านี้ชื่อว่าอสัญญีวาทะ ๘
(๘) เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ = วาทะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญา
ก็ไม่ใช่ ๘
สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า
(๘.๑) อัตตามีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ (๘.๒) อัตตาไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ (๘.๓) อัตตาที่มีรูปและไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ (๘.๔) อัตตามีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ (๘.๕) อัตตามีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ (๘.๖) อัตตาไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ (๘.๗) อัตตามีที่สุดและไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ (๘.๘) อัตตามีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
เหล่านี้ชื่อว่าเนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘
อัฏฐกมาติกา จบ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), เฒ่าธุลี, ข้าวหอม, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8112
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1346



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #468 เมื่อ: 01, ตุลาคม, 2569, 09:04:44 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๒๕/๒๗)

[๙] นวกมาติกา
(๑) อาฆาตวัตถุ = เรื่องให้เกิดความอาฆาต ๙
(๑.๑) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสียแก่เรา (๑.๒) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่เรา (๑.๓) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้จักทำความเสื่อมเสียแก่เรา (๑.๔) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา (๑.๕) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา (๑.๖) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้จักทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา (๑.๗) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้ได้ทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา (๑.๘) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้กำลังทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา (๑.๙) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้จักทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา
(๒) ปุริสมละ = มลทินของคน
(๒.๑) โกธะ - ความโกรธ (๒.๒) มักขะ - ความลบหลู่คุณท่าน (๒.๓) อิสสา - ความริษยา (๒.๔) มัจฉริยะ - ความตระหนี่ (๒.๕) มายา - ความเจ้าเล่ห์ (๒.๖) สาเถยยะ - ความโอ้อวด (๒.๗) มุสาวาท - การพูดเท็จ (๒.๘) ปาปิจฉตา - ความปรารถนาลามก (๒.๙) มิจฉาทิฏฐิ - ความเห็นผิด
(๓) มานะ = ความถือตัว ๙
(๓.๑) เป็นผู้เลิศกว่าเขา ถือตัวว่าเลิศกว่าเขา (๓.๒) เป็นผู้เลิศกว่าเขา ถือตัวว่าเสมอเขา (๓.๓) เป็นผู้เลิศกว่าเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา (๓.๔) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าเลิศกว่าเขา (๓.๕) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าเสมอเขา (๓.๖) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา (๓.๗) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา ถือตัวว่าเลิศกว่าเขา (๓.๘) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา ถือตัวว่าเสมอเขา (๓.๙) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา
(๔) ตัณหามูลกธรรม = ธรรมที่มีตัณหาเป็นมูล ๙
(๔.๑) เพราะอาศัยตัณหา การแสวงหาจึงเกิดขึ้น (๔.๒) เพราะอาศัยการแสวงหา การได้ (ลาโภ) จึงเกิดขึ้น (๔.๓) เพราะอาศัยการได้ การวินิจฉัยจึงเกิดขึ้น (๔.๔) เพราะอาศัยการวินิจฉัย ฉันทราคะจึงเกิดขึ้น (๔.๕) เพราะอาศัยฉันทราคะ ความหลงใหลจึงเกิดขึ้น (๔.๖) เพราะอาศัยความหลงใหล ความหวงแหนจึงเกิดขึ้น (๔.๗) เพราะอาศัยความหวงแหน ความตระหนี่จึงเกิดขึ้น (๔.๘) เพราะอาศัยความตระหนี่ การรักษาจึงเกิดขึ้น (๔.๙) เพราะอาศัยการรักษา สภาวธรรมที่เป็นบาปเป็นอกุศลหลายประการ คือ การถือท่อนไม้ การถือศัสตรา การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การพูดขึ้นมึงกู การพูดส่อเสียด
(๕) อิญชิตะ ๙ คือ
(๕.๑) ความหวั่นไหวว่า เรามี (๕.๒) ความหวั่นไหวว่า เราเป็น (๕.๓) ความหวั่นไหวว่า เราเป็นสิ่งนี้ (๕.๔) ความหวั่นไหวว่า เราจักมี (๕.๕) ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์มีรูป (๕.๖) ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์ไม่มีรูป (๕.๗) ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์มีสัญญา (๕.๘) ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา (๕.๙) ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
(๖) มัญญิตะ ๙
(๖.๑) ความสำคัญว่ามีเรา (๖.๒) ความสำคัญว่าเรามี (๖.๓) ความสำคัญว่าเป็นเรา (๖.๔) ความสำคัญว่านี้เป็นเรา (๖.๕) ความสำคัญว่าเราจักมี (๖.๖) ความสำคัญว่าเราจักเป็นสัตว์มีรูป
(๖.๗) ความสำคัญว่าเราจักเป็นสัตว์ไม่มีรูป (๖.๘) ความสำคัญว่าเราจักเป็นสัตว์มีสัญญาความสำคัญว่าเราจักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา (๖.๙) ความสำคัญว่าเราจักเป็นสัตว์มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
(๗) ผันทิตะ ๙ คือ
ความดิ้นรนกระวนกระวายใจ เกิดเพราะจิตเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในตัวตน
(๗.๑) ความดิ้นรนว่า "เรามี" (ปรุงแต่งและดิ้นรนในความรู้สึกว่าตัวเรามีอยู่จริง) (๗.๒) ความดิ้นรนว่า "เป็นเรา" (ดิ้นรนไปตามสถานะหรือสิ่งที่เป็น) (๗.๓) ความดิ้นรนว่า "นี้เป็นเรา" (ดิ้นรนยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็นตัวเรา) (๗.๔) ความดิ้นรนว่า "เราจักมี" (ดิ้นรนด้วยความอยากมีอยากเป็นในอนาคต) (๗.๕) ความดิ้นรนว่า "เราจักเป็นสัตว์มีรูป" (ดิ้นรนปรารถนาในรูปภพ) (๗.๖) ความดิ้นรนว่า "เราจักเป็นสัตว์ไม่มีรูป" (ดิ้นรนปรารถนาในอรูปภพ) (๗.๗) ความดิ้นรนว่า "เราจักเป็นสัตว์มีสัญญา" (ดิ้นรนปรารถนาในภพที่มีความคิดความจำ) (๗.๘) ความดิ้นรนว่า "เราจักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา" (ดิ้นรนปรารถนาในภพที่ดับความคิดความจำ) (๗.๙) ความดิ้นรนว่า "เราจักเป็นสัตว์มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่" (ดิ้นรนปรารถนาในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ)
(๘) ปปัญจิตะ ๙  คือ
(๘.๑) ความปรุงแต่งว่า "เรามี" (สำคัญผิดว่ามีตัวตนของเราอยู่จริง) (๘.๒) ความปรุงแต่งว่า "เป็นเรา" (ยึดมั่นในสิ่งต่างๆ ว่าเป็นตัวเรา) (๘.๓) ความปรุงแต่งว่า "นี้เป็นเรา" (ชี้เฉพาะเจาะจงลงไปในขันธ์ห้าว่าเป็นตัวเรา) (๘.๔) ความปรุงแต่งว่า "เราจักมี" (ปรุงแต่งถึงอนาคตว่าเราจะยังคงมีอยู่) (๘.๕) ความปรุงแต่งว่า "เราจักเป็นสัตว์มีรูป" (ปรุงแต่งว่าอนาคตจะเกิดในภพภูมิที่มีรูปขันธ์)


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8112
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1346



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #469 เมื่อ: 01, ตุลาคม, 2569, 03:42:35 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๒๖/๒๗)

(๘.๖) ความปรุงแต่งว่า "เราจักเป็นสัตว์ไม่มีรูป" (ปรุงแต่งว่าอนาคตจะเกิดในอรูปภพ) (๘.๗) ความปรุงแต่งว่า "เราจักเป็นสัตว์มีสัญญา" (ปรุงแต่งว่าอนาคตจะเป็นผู้มีสัญญาความจำได้หมายรู้) (๘.๘) ความปรุงแต่งว่า "เราจักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา" (ปรุงแต่งว่าอนาคตจะไปเกิดเป็นอสัญญีสัตว์หรือพรหมลูกฟัก) (๘.๙) ความปรุงแต่งว่า "เราจักเป็นสัตว์มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่" (ปรุงแต่งถึงการไปเกิดในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ)
(๙) สังขตะ ๙ คือ
(๙.๑) ความปรุงแต่งว่า เรามี (๙.๒) ความปรุงแต่งว่า เราเป็น (๙.๓) ความปรุงแต่งว่า เราเป็นสิ่งนี้ (๙.๔) ความปรุงแต่งว่า
จักมี (๙.๕) ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์มีรูป (๙.๖) ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์ไม่มีรูป (๙.๗) ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์มีสัญญา (๙.๘) ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา (๙.๙) ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
เหล่านี้ชื่อว่าสังขตะ ๙
นวกมาติกา จบ
[๑๐] ทสกมาติกา
(๑) กิเลสวัตถุ = สิ่งก่อความเศร้าหมอง ๑๐ คือ
(๑๐.๑) โลภะ - ความโลภ (๑๐.๒) โทสะ - ความคิดประทุษร้าย (๑๐.๓) โมหะ - ความหลง (๑๐.๔) มานะ - ความถือตัว (๑๐.๕) ทิฏฐิ - ความเห็นผิด (๑๐.๖) วิจิกิจฉา - ความสงสัย (๑๐.๗) ถีนะ - ความหดหู่ (๑๐.๘) อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน (๑๐.๙) อหิริกะ - ความไม่ละอายบาป (๑๐.๑๐) อโนตตัปปะ - ความไม่เกรงกลัวบาป
เหล่านี้ชื่อว่ากิเลสวัตถุ ๑๐
(๒) อาฆาตวัตถุ = สิ่งก่อความอาฆาต ๑๐  คือ
(๒.๑) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา (๒.๒) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา (๒.๓) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา (๒.๔) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา (๒.๕) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา (๒.๖) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา (๒.๗) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้ได้ทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา (๒.๘) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา (๒.๙) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้จักทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบพอของเรา (๒.๑๐) ความอาฆาตเกิดขึ้นในฐานะอันไม่สมควร
เหล่านี้ชื่อว่าอาฆาตวัตถุ ๑๐
(๓) อกุศลกรรมบถ = ทางแห่งอกุศลกรรม ๑๐
(๓.๑) ปาณาติบาต - ฆ่าสัตว์ (๓.๒) อทินนาทาน - ลักทรัพย์ (๓.๓) กาเมสุมิจฉาจาร - ประพฤติผิดในกาม (๓.๔) มุสาวาท - พูดเท็จ (๓.๕) ปิสุณวาจา - พูดส่อเสียด (๓.๖) ผรุสวาจา - พูดคำหยาบ (๓.๗) สัมผัปปลาปะ - พูดเพ้อเจ้อ (๓.๘) อภิชฌา - เพ่งเล็งอยากได้ของเขา (๓.๙) พยาบาท - ปองร้ายเขา (๓.๑๐) มิจฉาทิฏฐิ - เห็นผิดจากคลองธรรม
เหล่านี้ชื่อว่าอกุศลกรรมบถ ๑๐
(๔) สังโยชน์ = กิเลสที่ประกอบสัตว์ไว้ในภพ ๑๐
(๔.๑) กามราคสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือกามราคะกามราคสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือกามราคะ (๔.๒) ปฏิฆสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือปฏิฆะ (๔.๓) มานสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือมานะ (๔.๔) ทิฏฐิสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือทิฏฐิ (๔.๕) วิจิกิจฉาสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือวิจิกิจฉา (๔.๖) สีลัพพตปรามาสสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือสีลัพพตปรามาส (๔.๗) ภวราคสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือภวราคะ (๔.๘) อิสสาสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคืออิสสา (๔.๙) มัจฉริยสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือมัจฉริยะ (๔.๑๐) อวิชชาสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคืออวิชชา
เหล่านี้ชื่อว่าสังโยชน์ ๑๐
(๕) มิจฉัตตะ = ความเห็นผิด ๑๐  คือ
(๕.๑) มิจฉาทิฏฐิ - เห็นผิด(๕.๒) มิจฉาสังกัปปะ - ดำริผิด (๕.๓) มิจฉาวาจา - เจรจาผิด (๕.๔) มิจฉากัมมันตะ - กระทำผิด (๕.๕) มิจฉาอาชีวะ - เลี้ยงชีพผิด (๕.๖) มิจฉาวายามะ - พยายามผิด (๕.๗) มิจฉาสติ - ระลึกผิด (๕.๘) มิจฉาสมาธิ - ตั้งจิตมั่นผิด (๕.๙) มิจฉาญาณะ - รู้ผิด (๕.๑๐) มิจฉาวิมุตติ - เข้าใจผิดว่าพ้น
เหล่านี้ชื่อว่ามิจฉัตตะ ๑๐
(๖) มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ = ความเห็นผิดมี ๑๐ อย่าง คือ
(๖.๑) ความเห็นว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล (๖.๒) ความเห็นว่า การบูชาไม่มีผล (๖.๓) ความเห็นว่า การเซ่นสรวงไม่มีผล (๖.๔) ความเห็นว่า ผลวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วไม่มี (๖.๕) ความเห็นว่า โลกนี้ไม่มี (๖.๖) ความเห็นว่า โลกหน้าไม่มี (๖.๗) ความเห็นว่า มารดาไม่มีคุณ (๖.๘) ความเห็นว่า บิดาไม่มีคุณ (๖.๙) ความเห็นว่า สัตว์ผู้เป็นโอปปาติกะไม่มี (๖.๑๐) ความเห็นว่า สมณะพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รู้ยิ่งเห็นจริงแจ้งประจักษ์ซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ไม่มีในโลก
นี้ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8112
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1346



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #470 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:27:27 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๒๗/๒๗)

(๗) อันตัคคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ = ความเห็นที่ยึดเอาที่สุดมี ๑๐ อย่าง คือ
(๗.๑) ความเห็นว่า โลกเที่ยง (๗.๒) ความเห็นว่า โลกไม่เที่ยง (๗.๓) ความเห็นว่า โลกมีที่สุด (๗.๔) ความเห็นว่า โลกไม่มีที่สุด (๗.๕) ความเห็นว่า ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน (๗.๖) ความเห็นว่า ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน (๗.๗) ความเห็นว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคต เกิดอีก (๗.๘) ความเห็นว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก (๗.๙) ความเห็นว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี (๗.๑๐) ความเห็นว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่
~ ตถาคต ในที่นี้เป็นคำที่ลัทธิอื่น ๆ ใช้กันก่อนพุทธกาล หมายถึงอัตตา (อาตมัน) ไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้า
นี้ชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐
ทสกมาติกา จบ
[๑๑] ตัณหาวิจริตอาศัยอายตนะภายใน ๑๘ อาศัยอายตนะภายนอก ๑๘ รวมเข้าด้วยกันเป็นตัณหาวิจริต ๓๖
-> ตัณหาวิจริตที่เป็นอดีต ๓๖ ที่เป็นอนาคต ๓๖ ที่เป็นปัจจุบัน ๓๖ รวมเข้าด้วยกันเป็นตัณหาวิจริต ๑๐๘ ด้วยประการฉะนี้
-> ทิฏฐิ ๖๒ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร
~ ทิฏฐิ ๖๒ = คือ ตาข่ายแห่งความเห็นหรือหลักความเชื่อ ที่มนุษย์และนักบวชในสมัยพุทธกาลใช้คิดอธิบายเรื่องโลกและชีวิต แบ่งออกเป็นความเห็นเกี่ยวกับอดีต ๑๘ ประการ และความเห็นเกี่ยวกับอนาคต ๔๔ ประการ
-> กลุ่มความเห็นเกี่ยวกับอดีต (ปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ)
-- สัสสตทิฏฐิ = ความเห็นว่าโลกและอัตตาเที่ยงแท้ถาวร มี ๔ ประการ
-- เอกัจจสัสสตทิฏฐิ = ความเห็นว่าโลกและอัตตาเที่ยงเป็นบางอย่าง ไม่เที่ยงเป็นบางอย่าง มี ๔ ประการ
-- อันตานันติกทิฏฐิ = ความเห็นว่าโลกมีขอบเขตจำกัดหรือไม่มีขอบเขต มี ๔ ประการ
-- อามรพิกกทิฏฐิ = ความเห็นเพ้อเจ้อ ดิ้นรนหาคำตอบไม่ได้ มี ๔ ประการ
-- อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ = ความเห็นว่าโลกและอัตตาเกิดขึ้นเองลอยๆ โดยไม่มีเหตุปัจจัย มี ๒ ประการ
-> กลุ่มความเห็นเกี่ยวกับอนาคต (อปรันตกัปปิกทิฏฐิ - ๔๔ ประการ)
-- สัญญีทิฏฐิ = ความเห็นว่าหลังตายแล้วยังมีสัญญา (ความจำได้หมายรู้) มี ๑๖ ประการ
--อสัญญีทิฏฐิ = ความเห็นว่าหลังตายแล้วไม่มีสัญญา มี ๘ ประการ
-- เนวสัญญีนาสัญญีทิฏฐิ = ความเห็นว่าหลังตายแล้วมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ มี ๘ ประการ
-- อุจเฉททิฏฐิ = ความเห็นว่าตายแล้วสูญ ขาดจากกัน ไม่เกิดอีก มี ๗ ประการ
--ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ = ความเห็นว่านิพพานและความสุขสูงสุดสามารถสัมผัสได้จริงในชาตินี้ ผ่านการเสพกามหรือการเข้าฌาน มี ๕ ประการ
มาติกา จบ


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8112
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1346



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #471 เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:15:30 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (แจกหัวข้อธรรม)

วสันตมัชฌาฉันท์ ๑๔/โคลงสี่สุภาพ

    ๑.กราบน้อมพระพุทธะอรหันต์.............................คุณดั้นกรุณาชน
ศาส์ดาสิเป็นสรณะท้น............................................สาวก,นรเรียนธรรม

    ๒.นำ"อริยสัจ"ล้ำ.................................................วิชา ประเสริฐ
สอนแผ่สงฆ์,ชนหนา................................................กระจ่างแท้
เขาหมดทุกข์เลยครา..............................................ลุล่วง อรหันต์
หลีกวัฏมิเกิดแล้......................................................ห่างแล้วภพสาม

    ๓.แจกแจงสิ"ธัมมหทยาฯ"....................................หลักหนาอติยิ่งความ
รวมธรรมเจาะหมวดลุพหุนาม...................................ทุกหมวดอธิบายตรง

    ๔.จัดลงใน"ธาตุ"พร้อม........................................."รูปขันธ์, อินทรีย์"
"อายตนะ"ครัน........................................................เกี่ยวข้อง
ทำดี,ชั่วจรพา..........................................................หลากภพนรก,สวรรค์
สภาพกิเลสหมดพร้อม.............................................แน่แล้วอรหันต์

    ๕."สังคาหิฯ"รวมสกลผล.......................................ธรรมยลหินะ,ดีครัน
"สิบสองเลาะอินทริยะ"พลัน......................................"ขันธ์,ธาตุ,มนะ,เหตุแฉ

    ๖.แล"อาหารสี่"พร้อม..........................................."สัญญา มีเจ็ด"
มี"ผัสสะเจ็ด"นา.......................................................นับแล้ว
"สัจจะสี่เจตนา"........................................................"อายตนะ สิบสอง"
มี"เจ็ดเวทนา"แจ้ว.....................................................รับรู้อารมณ์

    ๗."สิบสองสิอายตนะ"ใน........................................นอกไซร้ตะละหกชม
ใน"ตา,จมูก,หทยะบ่ม................................................"หู,ลิ้นพละกาย"หนา

    ๘.ถึงครา,นอกหกพรัอม........................................."รูป,เสียง"
ชิม"รส,รสาฯเคียง.....................................................ชัดไซร้
"คันธาฯกลิ่นเผดียง..................................................."จิตทราบ ธัมมาฯ"
"โผฏฐัพฯสัมผัส"ได้...................................................กระทบแล้วกายครัน

    ๙."ขันธ์ห้า"สิสร้างเหมาะดนุตน...............................กอปรล้นภว"รูปขันธ์"
ที่เหลือสิ"นาม"เจาะจตุดั้น..........................................ส่วนจิตอนะรูปแฉ

    ๑๐.แล"เวทนา"รับรู้................................................"เฉยเฉย ทุกข์,สุข"
"จำยิ่งสัญญา"เปรย...................................................สิ่งถ้วน
"สังขารแต่งปรุง"เอย.................................................จิตโกรธ โลภ,หลง
มี"ยอดวิญญาณ"ล้วน................................................แจ่มแจ้งทราบหนา

    ๑๑."สิบแปดก็ธาตุ"จะอนะสัตว์...............................หรือชัดนรในหล้า
"ใน-นอกสิอายตนะ"กล้า............................................"วิญญาณ"ฉกะเท่ากัน

    ๑๒.ครันเฉพาะรับรู้................................................"วิญญาณ- ธาตุ"หก
"จักขุวิญญ์ธาตุ"กราน................................................เพ่งรู้
"โสตวิญญ์ธาตุฯ"ฟังพาน............................................ทราบผ่าน ทางหู
"ฆานธาตุวิญญาณ"สู้.................................................กลิ่นฟุ้งจมูกแฉ

    ๑๓."ชิวหาสิวิญญ์ฯลุรสะผ่าน..................................ลิ้นชาญรติ,ไร้แล
กายวิญญ์ฯซิธาตุเจาะภวแล้.......................................ร้อน,เย็น,มุทุ,แข็งเผย

    ๑๔.เปรย"มโนวิญญ์ธาตุ"แจ้ง.................................ทางใจ รวมหมด
เจ็ดสิบหกดวงไว.......................................................รับรู้
นอกเหนือจากวิญญ์ฯไกล..........................................ปัญจม- ทวาร
"ตา,จมูก,หู,กาย"สู้.....................................................ช่วยห้าอีกทาง

    ๑๕."สี่สัจจะ"คืออริยสัจ..........................................จริงจัดวรเลิศวาง
"ทุกข์สัจจะ"เช่นภวกระจ่าง........................................เจ็บป่วยเลาะชรา,ตาย

    ๑๖.กราย"สมุทย์สัจฯแท้.........................................ปัญหา เหตุทุกข์
"ความอยาก,ตัณหา"พา..............................................เพิ่มไซร้
"นิโรธสัจจะ"หนา.......................................................ทางดับ ทุกข์ไกล
เกิดสงบเย็นได้..........................................................กิเลสสิ้นหมดแฉ
บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 30 31 [32]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.2 วินาที กับ 77 คำสั่ง
กำลังโหลด...