|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๕๕/๖๖)
(๖) อายุของเหล่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี มีประมาณเท่าไร? -- คือ ๑,๖๐๐ ปีของมนุษย์ นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี, -- ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน, -- ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้น เป็น ๑ ปี, -- ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็นกำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี -- นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร? มีประมาณ ๙๒๑ โกฏิ ๖ ล้านปี -> พวกเทวดากามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น เพียบพร้อมไปด้วยกามคุณทั้งปวง อายุของพวกเทวดากามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น นับรวมกันทั้งหมดเป็นเท่าไร เป็น ๑,๒๒๘ โกฏิ ๕ ล้านปี โดยนับอย่างปีมนุษย์ [๕] ประมาณแห่งอายุของรูปพรหม (๑) ผู้เจริญปฐมฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดที่ไหน? (๑.๑) ผู้เจริญปฐมฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดเป็นพวก เทวดาชั้นพรหมปาริสัชชา -- อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร? มีประมาณเท่าส่วนที่ ๓ ที่ ๔ แห่งกัป (คือ ๑ ใน ๓ หรือ ๑ ใน ๔ แห่งกัป) ~ ๑ กัป หรือ ๑ มหากัป เป็นระยะเวลายาวนานมากจนไม่สามารถนับเป็นปีธรรมดาได้ เปรียบเทียบตามหลักพระพุทธศาสนาคือ : มีภูเขาหินกว้าง ๑ โยชน์ สูง ๒ โยชน์ ทุกๆ ๑๐๐ ปี มีเทวดาเอาผ้าทิพย์เนื้อละเอียดมาลูบครั้งหนึ่ง จนกว่าภูเขาหินนั้นจะสึกกร่อนหมดสิ้น ระยะเวลานี้ยังน้อยกว่า ๑ กัปเสียอีก (๑.๒) ผู้เจริญปฐมฌานได้อย่างกลาง ไปเกิดที่ไหน? -- ไปเกิดเป็นพวก เทวดาชั้นพรหมปุโรหิตา -- อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร? มีประมาณกึ่งกัป (๑.๓) ผู้เจริญปฐมฌานได้อย่างประณีต ไปเกิดที่ไหน? -- ไปเกิดเป็นพวก เทวดาชั้นมหาพรหมา -- อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร? มีประมาณ ๑ กัป (๒) ผู้เจริญทุติยฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดที่ไหน? (๒.๑) ผู้เจริญทุติยฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดเป็นพวก เทวดาชั้นปริตตาภา -- อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร? มีประมาณ ๒ กัป (๒.๒) ผู้เจริญทุติยฌานได้อย่างกลาง ไปเกิดที่ไหน? -- ไปเกิดเป็นพวก เทวดาชั้นอัปปมาณาภา -- อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร? มีประมาณ ๔ กัป (๒.๓) ผู้เจริญทุติยฌานได้อย่างประณีต ไปเกิดที่ไหน? -- ไปเกิดเป็นพวก เทวดาชั้นอาภัสสรา -- อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร? มีประมาณ ๘ กัป (๓) ผู้เจริญตติยฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดที่ไหน? (๓.๑) ผู้เจริญตติยฌานได้อย่างสามัญไปเกิดเป็นพวก เทวดาชั้นปริตตสุภา -- อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร? มีประมาณ ๑๖ กัป (๓๒) ผู้เจริญตติยฌานได้อย่างกลาง ไปเกิดที่ไหน? -- ไปเกิดเป็นพวก เทวดาชั้นอัปปมาณสุกา -- อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร? มีประมาณ ๓๒ กัป (๓.๓) ผู้เจริญตติยฌานได้อย่างประณีต ไปเกิดที่ไหน? -- ไปเกิดเป็นพวก เทวดาชั้นสุภกิณหา -- อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร? มีประมาณ ๖๔ กัป (๔) ผู้เจริญจตุตถฌาน บางคนไปเกิดเป็นพวก เทวดาเหล่าอสัญญสัตว์ -- บางคนไปเกิดเป็นพวก เทวดาชั้นเวหัปผลา -- บางคนไปเกิดเป็นพวก เทวดาชั้นอวิหา -- บางคนไปเกิดเป็นพวก เทวดาชั้นอตัปปา -- บางคนไปเกิดพวก เทวดาชั้นสุทัสสา -- บางคนไปเกิดเป็นพวก เทวดาชั้นสุทัสสี -- บางคนไปเกิดเป็นพวก เทวดาชั้นอกนิฏฐา -- บางคนไปเกิดเป็นพวก เทวดาผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนภพ -- บางคนไปเกิดเป็นพวก เทวดาผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนภพ -- บางคนไปเกิดเป็นพวก เทวดาผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนภพ -- บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาผู้เข้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนภพ -> เพราะอารมณ์ต่างกัน..เพราะมนสิการต่างกัน..เพราะฉันทะต่างกัน..เพราะปณิธิต่างกัน.. เพราะอธิโมกข์ต่างกัน..เพราะอภินีหารต่างกัน.. เพราะปัญญาต่างกัน ~ มนสิการ = การทำไว้ในใจ การพิจารณาไว้ในใจ ~ ปณิธิ = ความตั้งใจแน่วแน่ , การตั้งจิตอธิษฐาน ~ อธิโมกข์ = สภาพจิตใจที่ทำหน้าที่ ตัดสินใจ โดยไม่มีความลังเลสงสัย ~ อภินิหาร = อำนาจแห่งความดี หรือบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ที่ได้สั่งสมไว้ ส่งผลให้เกิดพลังเหนือปกติธรรมดา
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๕๖/๖๖)
[๕] อายุของเทวดา พรหม (๑) อายุของเหล่าเทวดาอสัญญสัตว์ และเหล่าเทวดาชั้นเวหัปผลา มีประมาณเท่าไร? มีประมาณ ๕๐๐ กัป (๒) อายุของเหล่าเทวดาชั้นอวิหา มีประมาณเท่าไร? มีประมาณ ๑,๐๐๐ กัป (๓) อายุของเหล่าเทวดาชั้นอตัปปา มีประมาณเท่าไร? มีประมาณ ๒,๐๐๐ กัป (๔) อายุของเหล่าเทวดาชั้นสุทัสสา มีประมาณเท่าไร? มีประมาณ ๔,๐๐๐ กัป (๕) อายุของเหล่าเทวดาชั้นสุทัสสี มีประมาณเท่าไร? มีประมาณ ๘,๐๐๐ กัป (๖) อายุของเหล่าเทวดาชั้นอกนิฏฐา มีประมาณเท่าไร? มีประมาณ ๑๖,๐๐๐ กัป [๖] ประมาณแห่งอายุของอรูปพรหม (๑) อายุของเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนภพ มีประมาณ เท่าไร? มีประมาณ ๒๐,๐๐๐ กัป (๒) อายุของเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงวิญญานัญจายตนภพ มีประมาณเท่าไร? มีประมาณ ๔๐,๐๐๐ กัป (๓) อายุของเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนภพ มีประมาณเท่าไร? มีประมาณ ๖๐,๐๐๐ กัป (๔) อายุของเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภพ มีประมาณเท่าไร? มีประมาณ ๘๔,๐๐๐ กัป -> เหล่าสัตว์ที่มีอำนาจแห่งบุญส่งเสริม ไปแล้วสู่กามภพ และรูปภพ หรือแม้ไปสู่ภวัคคพรหม ย่อมกลับสู่ทุคติอีกได้ เหล่าสัตว์ มีอายุยืนถึงเพียงนั้น ก็ยังจุติเพราะสิ้นอายุ ภพไหนๆ ชื่อว่า เที่ยง ไม่มี -> พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ได้ตรัสไว้อย่างนี้ เพราะฉะนั้นแล เหล่านักปราชญ์ผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด รอบคอบ คำนึงถึงความจริงข้อนี้ จึงเจริญมรรคอันอุดมเพื่อพ้นจากชรามรณะ ครั้นเจริญมรรคอันบริสุทธิ์สะอาด ซึ่งมีปกติยังสัตว์ให้หยั่งถึงพระนิพพานแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน เพราะกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงฉะนี้แล [ฉ] อภิญเญยยาทิวาระ = วาระว่าด้วยธรรมที่พึงรู้ยิ่ง [๑] บรรดาขันธ์ ๕ ขันธ์ไหนเป็นอภิญเญยยธรรม, ขันธ์ไหนชเป็นปริญเญยยธรรม, ขันธ์ไหนเป็นปหาตัพพธรรม, ขันธ์ไหนเป็นภาเวตัพพธรรม, ขันธ์ไหนเป็นสัจฉิกาตัพพธรรม, ขันธ์ไหนไม่ใช่ปหาตัพพธรรม, ขันธ์ไหนไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม, ขันธ์ไหนไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม ฯลฯ บรรดาจิต ๗ จิตไหนเป็นอภิญเญยยธรรม, จิตไหนเป็นปริญเญยยธรรม, จิตไหนเป็นปหาตัพพธรรม, จิตไหนเป็นภาเวตัพพธรรม, จิตไหนเป็นสัจฉิกาตัพพธรรม, จิตไหนไม่ใช่ปหาตัพพธรรม, จิตไหนไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม, จิตไหนไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม (๑) รูปขันธ์ เป็นอภิญเญยยธรรม.. เป็นปริญเญยยธรรม..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม ~ อภิญเญยยธรรม = ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ~ ปริญเญยยธรรม = ธรรมที่ควรกำหนดรู้ (เช่น ตัวทุกข์). ~ ปหาตัพพธรรม = ธรรมที่ควรละ (เช่น สมุทัยหรือกิเลส) ~ ภาเวตัพพธรรม = ธรรมที่ควรทำให้เจริญหรือเกิดขึ้น (เช่น มรรค) ~ สัจฉิกาตัพพธรรม = ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง (เช่น นิพพาน) (๒) ขันธ์ ๔ เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม..เป็นปหาตัพพธรรมก็มี..เป็นภาเวตัพพธรรมก็มี..เป็นสัจฉิกาตัพพธรรมก็มี..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม ก็มี (๓) อายตนะ ๑๐ เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม ~ อายตนะ ๑๐ = ตา หู จมูก ลิ้น กาย (อายตนะภายใน ๕) และ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (อายตนะภายนอก ๕) ซึ่งจัดเป็นสภาพธรรมที่จิตและเจตสิกต้องเข้าไปรู้และทำความเข้าใจด้วยปัญญา (๔) อายตนะ ๒ เป็น อภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม..เป็นปหาตัพพธรรมก็มี..เป็นภาเวตัพพธรรมก็มี..เป็นสัจฉิกาตัพพธรรมก็มี..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรมก็มี ~ อายตนะ ๒ = มนายตนะ..ธรรมยตนะ (๕) ธาตุ ๑๖ เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม ~ กลุ่มธาตุ ๑๖ = จักขุธาตุ..โสตธาตุ..ฆานธาตุ..ชิวหาธาตุ..กายธาตุ..รูปธาตุ..สัททธาตุ..คันธธาตุ..รสธาตุ..โผฏฐัพพธาตุ..จักขุวิญญาณธาตุ..โสตวิญญาณธาตุ..ฆานวิญญาณธาตุ..ชิวหาวิญญาณธาตุ..กายวิญญาณธาตุ..มโนธาตุ (๖) ธาตุ ๒ เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม..เป็นปหาตัพพธรรม..เป็นภาเวตัพพธรรมก็มี.. เป็นสัจฉิกาตัพพธรรมก็มี..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม ก็มี ~ ธาตุ ๒ = มโนวิญญาณธาตุ และ ธรรมธาตุ (๗) สมุทยสัจ เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม..เป็นปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม (๘) มัคคสัจ เป็นอภิญเญยยธรรม.. เป็นปริญเญยยธรรม..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม.. เป็นภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๕๗/๖๖)
(๙) นิโรจสัจ เป็นอภิญเญยยธรรม.. เป็นปริญเญยยธรรม..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..เป็นภาเวตัพพธรรม..เป็นสัจฉิกาตัพพธรรม (๑๐) ทุกขสัจ เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม..เป็นปหาตัพพธรรมก็มี..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรมก็มี (๑๑) อินทรีย์ ๙ เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม ~ อินทรีย์ ๙ = จักขุนทรีย์..โสตินทรีย์..ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์.. กายินทรีย์..อิตถินทรีย์..ปุริสินทรีย์..สุขินทรีย์..ทุกขินทรีย์ (๑๒) โทมนัสสินทรีย์ เป็นอภิญเญยยธรรม.. เป็นปริญเญยยธรรม..เป็นปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม (๑๓) อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม.. ไม่ไช่ปหาตัพพธรรม..เป็นภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม (๑๔) อัญญินทรีย์ เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..เป็นภาเวตัพพธรรมก็มี..เป็นสัจฉิกาตัพพธรรมก็มี (๑๕) อัญญาตาวินทรีย์ เป็นอภิญเญยยธรรม.. เป็นปริญเญยยธรรม..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..เป็นสัจฉิกาตัพพธรรม (๑๖) อินทรีย์ ๓ เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..เป็นภาเวตัพพธรรมก็มี..เป็นสัจฉิกาตัพพธรรมก็มี..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ไช่สัจฉิกาตัพพธรรมก็มี (๑๗) อินทรีย์ ๖ เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม..เป็นปหาตัพพธรรมก็มี..เป็นภาเวตัพพธรรมก็มี..เป็นสัจฉิกาตัพพธรรมก็มี.. ไม่ใช่ ปหาตัพพธรรม..ไม่ไช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรมก็มี (๑๘) อกุศลเหตุ ๓ เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม..เป็นปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม (๑๙) กุศลเหตุ ๓ เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..เป็นภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรมก็มี..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรมก็มี (๒๐) อัพยากตเหตุ ๓ เป็นอภิญเญยยธรรม.. เป็นปริญเญยยธรรม..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..เป็นสัจฉิกาตัพพธรรมก็มี.. ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรมก็มี (๒๑) กพฬิงการาหาร เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม (๒๒) อาหาร ๓ เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม.. เป็นปหาตัพพธรรมก็มี..เป็นภาเวตัพพธรรมก็มี..เป็นสัจฉิกาตัพพธรรมก็มี..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรมก็มี (๒๓) ผัสสะ ๖ เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม.. ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม (๒๔) มโนวิญญาณธาตุสัมผัส เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม..เป็นปหาตัพพธรรมก็มี.. เป็นภาเวตัพพธรรมก็มี..เป็นสัจฉิกาตัพพธรรมก็มี..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรมก็มี (๒๕) เวทนา ๖ เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม (๒๖) สัญญา ๖ เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม (๒๗) เจตนา ๖ เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม.. ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม (๒๘) จิต ๖ เป็นอภิญเญยยธรรม..เป็นปริญเญยยธรรม.. ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม..ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม (๒๙) มโนวิญญาณธาตุ เป็นอภิญเญยธรรม.. เป็นปริญเญยยธรรม..เป็นปหาตัพพธรรมก็มี.. เป็นภาเวตัพพธรรมก็มี..เป็นสัจฉิกาตัพพธรรมก็มี..ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม..ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม.. ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรมก็มี [ช] อารัมมณวาระ = ความไม่มีอารมณ์ (อนารัมมณะ) และมีอารมณ์ (อารัมมณะ) [๑] บรรดาขันธ์ ๕ ขันธ์ไหนเป็นสารัมมณธรรม.. ขันธ์ไหนเป็นอนารัมมณธรรม ฯลฯ บรรดาจิต ๗ จิตไหนเป็นสารัมมณธรรม, จิตไหนเป็นอนารัมมณธรรม? ~ สารัมมณธรรม = สภาวธรรมที่มีอารมณ์ หรือธรรมที่สามารถรับรู้และยึดหนี่ยวอารมณ์ได้ ซึ่งหมายถึงกลุ่มของ "นามธรรม" ได้แก่ จิต ๘๙ ดวง และเจตสิก ๕๒ ดวง (รวมถึงสัมปยุตตขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ~ อนารัมมณธรรม = สภาพธรรมที่ไม่รู้อารมณ์ ได้แก่ รูปธรรม (รูปทั้งหมด) และ นิพพาน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง แต่ไม่มีสภาพจิตใจที่จะไปรับรู้หรือคิดนึกถึงสิ่งอื่น (๑) รูปขันธ์ เป็นอนารัมมณธรรม -- ขันธ์ ๔ เป็นสารัมมณธรรม ~ ขันธ์ ๔ = เวทนาขันธ์ - ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ..สัญญาขันธ์ - ความจำได้หมายรู้..สังขารขันธ์ - ความคิดปรุงแต่งของจิต..วิญญาณขันธ์ - ความรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๕๘/๖๖)
(๒) อายตนะ ๑๐ เป็นอนารัมมณธรรม ~ อายตนะ ๑๐ = คือ โอฬาริกายตนะ ๑๐ ประกอบด้วยอายตนะภายใน-นอก อย่างละ ๕ คือ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ภายนอก ๕ รูป, เสียง, กลิ่น, รส, โผฏฐัพพะ (๓) มนายตนะ เป็นสารัมมณธรรม (๔) ธัมมายตนะ เป็นสารัมมณธรรมก็มี..เป็นอนารัมมณธรรมก็มี (๕) ธาตุ ๑๐ เป็นอนารัมมณธรรม (๖) ธาตุ ๗ เป็นสารัมมณธรรม (๗) ธัมมธาตุ เป็นสารัมมณธรรมก็มี..เป็นอนารัมมณธรรมก็มี (๘) สัจจะ ๒ เป็นสารัมมณธรรม (๙) นิโรธสัจ เป็นอนารัมมณธรรม (๑๐) ทุกขสัจ เป็นสารัมมณธรรมก็มี..เป็นอนารัมมณธรรมก็มี (๑๑) อินทรีย์ ๗ เป็นอนารัมมณธรรม (๑๒) อินทรีย์ ๑๔ เป็นสารัมมณธรรม (๑๓) ชีวิตินทรีย์ เป็นสารัมมณธรรมก็มี..เป็นอนารัมมณธรรมก็มี (๑๔) เหตุ ๙ เป็นสารัมมณธรรม (๑๕) กพฬิงการาหาร เป็น อนารัมมณธรรม (๑๖) อาหาร ๓ เป็นสารัมมธรรม (๑๗) ผัสสะ ๗ เป็นสารัมมณธรรม (๑๘) เวทนา ๗ เป็นสารัมมณธรรม (๑๙) สัญญา ๗ เป็นสารัมมณธรรม (๒๐) เจตนา ๗ เป็นสารัมมณธรรม (๒๑) จิต ๗ เป็นสารัมมณธรรม [๒] บรรดาขันธ์ ๕ ขันธ์ไหนเป็น สารัมมณารัมมณธรรม..ขันธ์ไหนเป็นอนารัมมณารัมมณธรรม..ขันธ์ไหนเป็นอนารัมมณธรรม ฯลฯ บรรดาจิต ๗ จิตไหนเป็นสารัมมณารัมมณธรรม จิตไหนเป็นอนารัมมณารัมมณธรรม จิตไหนเป็นอนารัมมณธรรม? ~ สารัมมณารัมมณธรรม = คือ ธรรมที่เป็นทั้งอารมณ์ และเป็นตัวจิตหรือเจตสิกที่รู้อารมณ์ หมายถึงสภาวธรรมที่สามารถไปรับรู้อารมณ์อื่นได้ด้วย และในขณะเดียวกันตัวมันเองก็สามารถกลับมาเป็นอารมณ์ที่จิตอื่นรับรู้ได้เช่นกัน ~ อนารัมมณารัมมณธรรม = สภาพธรรมที่มีอารมณ์ (คือรู้อารมณ์) แต่มีอารมณ์เป็นสิ่งที่ไม่รู้อารมณ์ เช่น มรรคจิต เจตสิกที่ประกอบ หรืออริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งจิตและเจตสิกเหล่านี้ทำหน้าที่รู้นิพพาน แต่นิพพานเป็นสภาพธรรมที่ไม่รู้อารมณ์ (๑) รูปขันธ์ เป็น อนารัมมณธรรม -- รูปขันธ์ไม่มีหน้าที่ในการรู้อารมณ์ จึงจัดเป็น อนารัมมณธรรม โดยสภาวะ (๒) ขันธ์ ๔ เป็นสารัมมณารัมมณธรรมก็มี..เป็นอนารัมมณารัมมณธรรมก็มี (๒.๑) ขันธ์ ๔ เป็นสารัมมณารัมมณธรรมก็มี -- คือในขณะที่นามขันธ์ ๔ มีจิตและเจตสิก เกิดขึ้นซึ่งเป็นนามธรรมด้วยกัน มาเป็นอารมณ์ นามขันธ์ ๔ นั้นจะจัดว่าเป็น สารัมมณารัมมณธรรม (๒.๒) ขันธ์ ๔ เป็นอนารัมมณารัมมณธรรมก็มี -- คือ ในขณะที่นามขันธ์ ๔ มี จิตและเจตสิก เกิดขึ้น ได้ยกเอา รูปขันธ์ หรือ นิพพาน (ซึ่งเป็นธรรมที่ไม่มีอารมณ์ในตัวเอง) มาเป็นอารมณ์ นามขันธ์ ๔ นั้นจะจัดว่าเป็น อนารัมมณารัมมณธรรม สรุป: นามขันธ์ ๔ (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ทำหน้าที่รู้อารมณ์เสมอ หากอารมณ์ที่ถูกรู้นั้นเป็นนามธรรมด้วยกัน ขันธ์ ๔ นั้นจะเรียกว่า สารัมมณารัมมณธรรม -- แต่หากอารมณ์ที่ถูกรู้นั้นเป็นรูปหรือนิพพาน ขันธ์ ๔ นั้นจะเรียกว่า อนารัมมณารัมมณธรรม (๓) อายตนะ ๑๐ เป็นอนารัมมณธรรม (๔) มนายตนะ เป็นสารัมมณารัมมณธรรมก็มี..เป็นอนารัมมณารัมมณธรรมก็มี (๕) ธัมมายตนะ เป็นสารัมมณารัมมณธรรมก็มี.. เป็นอนารัมมณารัมมณธรรมก็มี..เป็นอนารัมมณธรรมก็มี (๖) ธาตุ ๑๐ เป็นอนารัมมณธรรม (๗) ธาตุ ๖ เป็น อนารัมมณารัมมณธรรม (๘) มโนวิญญาณธาตุ เป็นสารัมมณารัมมณธรรมก็มี..เป็นอนารัมมณารัมมณธรรมก็มี (๙) ธัมมธาตุ เป็นสารัมมณารัมมณธรรมก็มี.. เป็นอนารัมมณารัมมณธรรมก็มี..เป็นอนารัมมณธรรมก็มี (๑๐) นิโรธสัจ เป็นอนารัมมณธรรม (๑๑) มัคคสัจ เป็นอนารัมมณารัมมณธรรม
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๕๙/๖๖)
(๑๒) สมุทยสัจ เป็นสารัมมณารัมมณธรรมก็มี.. เป็นอนารัมมณารัมมณธรรมก็มี (๑๓) ทุกขสัจ เป็นสารัมมณารัมมณธรรมก็มี.. เป็นอนารัมมณารัมมณธรรมก็มี..เป็นอนารัมมณธรรมก็มี (๑๔) อินทรีย์ ๗ เป็นอนารัมมณธรรม (๑๕) อินทรีย์ ๕ เป็นอนารัมมณารัมมณธรรม (๑๖) อินทรีย์ ๙ เป็นสารัมมณารัมมณธรรมก็มี..เป็นอนารัมมณารัมมณธรรมก็มี (๑๗) ชีวิตินทรีย์ เป็นสารัมมณารัมมณธรรมก็มี.. เป็นอนารัมมณารัมมณธรรมก็มี..เป็นอนารัมมณธรรมก็มี (๑๘) เหตุ ๙ เป็นสารัมมณารัมมณธรรมก็มี..เป็นอนารัมมณารัมมณธรรมก็มี (๑๙) กพฬิงการาหาร เป็นอนารัมมณธรรม (๒๐) อาหาร ๓ เป็นสารัมมณารัมมณธรรมก็มี.. เป็นอนารัมมณารัมมณธรรมก็มี (๒๑) ผัสสะ ๖ เป็นอนารัมมณารัมมณธรรม (๒๒) มโนวิญญาณธาตุสัมผัส เป็นสารัมมณารัมมณธรรมก็มี..เป็น อนารัมมณารัมมณธรรมก็มี (๒๓) เวทนา ๖ เป็น อนารัมมณารัมมณธรรม (๒๔) สัญญา ๖ เป็นอนารัมมณารัมมณธรรม (๒๕) เจตนา๖ เป็นอนารัมมณารัมมณธรรม (๒๖) จิต ๖ เป็นอนารัมมณารัมมณธรรม (๒๗ ) มโนวิญญาณธาตุ เป็นสารัมมณารัมมณธรรมก็มี..เป็นอนารัมมณารัมมณธรรมก็มี [ซ] ทิฏฐาทิวาระ [๑] บรรดาขันธ์ ๕ ขันธ์ไหนเป็นทิฏฐธรรม..ขันธ์ไหนเป็นสุตธรรม..เป็นมุตธรรม..เป็นวิญญาตธรรม..ขันธ์ไหนไม่ใช่ทิฏฐธรรม..ไม่ใช่สุตธรรม..ไม่ใช่มุตธรรม..ไม่ใช่วิญญาตธรรม ฯลฯ บรรดาจิต ๗ จิตไหนเป็นทิฏฐธรรม เป็นสุตธรรม เป็นมุตธรรม เป็นวิญญาตธรรม, จิตไหนไม่ใช่ทิฏฐธรรม ไม่ใช่สุตธรรม ไม่ใช่มุตธรรม ไม่ใช่วิญญาตธรรม? (๑) รูปขันธ์ เป็นทิฏฐธรรมก็มี..เป็นสุตธรรมก็มี.. เป็นมุตธรรมก็มี..ไม่ใช่ทิฏฐธรรม..ไม่ใช่สุตธรรม..ไม่ใช่มุตธรรม..เป็นวิญญาตธรรมก็มี ~ ทิฏฐธรรม = สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยการ เห็น (ทางตา จักขุปสาท) ~ สุตธรรม = สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยการ ฟัง (ทางหู โสตปสาท) ~ มุตธรรม = สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยการ ดม ลิ้มรส และสัมผัสกาย (ทางจมูก ทางลิ้น และทางกาย / ฆานะ ชิวหา กายปสาท) ~ วิญญาตธรรม = สิ่งที่รับรู้ได้ด้วย ใจ (ทางมโนทวาร) คือการคิดนึก รู้แจ้ง หรือสภาวธรรมที่จิตเข้าไปรู้โดยตรง (๒) ขันธ์ ๔ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม..ไม่ใช่สุตธรรม..ไม่ใช่มุตธรรม..เป็นวิญญาตธรรม (๓) รูปายตนะ เป็นทิฏฐธรรม..ไม่ใช่สุตธรรม.. ไม่ใช่มุตธรรม..เป็นวิญญาตธรรม (๔) สัททายตนะ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม..เป็นสุตธรรม.. ไม่ใช่มุตธรรม..เป็นวิญญาตธรรม (๕) คันตายตนะ..รสายตนะ..โผฏฐัพพายตนะ.. ไม่ใช่ทิฏฐธรรม..ไม่ใช่สุตธรรม..เป็นมุตธรรม.. เป็นวิญญาตธรรม (๖) อายตนะ ๗ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม..ไม่ใช่สุตธรรม.. ไม่ใช่มุตธรรม..เป็นวิญญาตธรรม ~ อายตนะ ๗ = จักขายตนะ..โสตายตนะ..ฆานายตนะ..ชิวหายตนะ..กายายตนะ..มนายตนะ.. ธรรมายตนะ (๗) รูปธาตุ เป็นทิฏฐธรรม..ไม่ใช่สุตธรรม.. ไม่ใช่มุตธรรม..เป็นวิญญาตธรรม (๘) สัททธาตุ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม..เป็นสุตธรรม.. ไม่ใช่มุตธรรม..เป็นวิญญาตธรรม (๙) คันธธาตุ..รสธาตุ..โผฏฐัพพธาตุ..ไม่ใช่ทิฏฐธรรม..ไม่ใช่สุตธรรม..เป็นมุตธรรม..เป็นวิญญาตธรรม (๑๐) ธาตุ ๑๓ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม..ไม่ใช่สุตธรรม.. ไม่ใช่มุตธรรม..เป็นวิญญาตธรรม (๑๑) สัจจะ ๓ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม..ไม่ใช่สุตธรรม.. ไม่ใช่มุตธรรม..เป็นวิญญาตธรรม (๑๒) ทุกขสัจ เป็นทิฏฐธรรมก็มี..เป็นสุตธรรมก็มี.. เป็นมุตธรรมก็มี..ไม่ใช่ทิฏฐธรรม..ไม่ใช่สุตธรรม..ไม่ใช่มุตธรรมก็มี..เป็นวิญญาตธรรม (๑๓) อินทรีย์ ๒๒ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม..ไม่ใช่สุตธรรม..ไม่ใช่มุตธรรม..เป็นวิญญาตธรรม ~ อินทรีย์ ๒๒ = จักขุนทรีย์..โสตินทรีย์..ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์..ปุริสินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..สุขินทรีย์..ทุกขินทรีย์ ..โสมนัสสินทรีย์..โทมนัสสินทรีย์..อุเบกขินทรีย์..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์..สมาธินทรีย์..ปัญญินทรีย์..อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ - ความเป็นใหญ่ในอินทรีย์ของผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมชั้นโสดาบัน ("เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่เคยรู้")..อัญญาตินทรีย์ -หรือ อัญญา - ความเป็นใหญ่ในความเป็นพระอรหันต์หรือผู้รู้แจ้งแล้ว ("เราได้รู้ธรรมแล้ว")..อัญญาตาวินทรีย์ - ความเป็นใหญ่ในความเป็นผู้รู้แจ้งจบกิจแล้วอย่างสมบูรณ์ (๑๔) เหตุ ๙ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม..ไม่ใช่สุตธรรม.. ไม่ใช่มุตธรรม..เป็นวิญญาตธรรม (๑๔.๑) กุศลเหตุ ๓ = อโลภะ..อโทสะ..อโมหะ (๑๔.๒) อกุศลเหตุ ๓ = โลภะ..โทสะ..โมหะ (๑๔.๓) อัพยากตเหตุ ๓ = อโลภะ, อโทสะ, อโมหะ (ฝ่ายที่เป็นวิบากหรือกิริยา)
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๖๐/๖๖)
(๑๕) อาหาร ๔ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม..ไม่ใช่สุตธรรม.. ไม่ใช่มุตธรรม..เป็นวิญญาตธรรม (๑๖) ผัสสะ ๗ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม..ไม่ใช่สุตธรรม.. ไม่ใช่มุตธรรม..เป็นวิญญาตธรรม (๑๗) เวทนา ๗ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม..ไม่ใช่สุตธรรม.. ไม่ใช่มุตธรรม..เป็นวิญญาตธรรม (๑๘) สัญญา ๗ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม..ไม่ใช่สุตธรรม.. ไม่ใช่มุตธรรม..เป็นวิญญาตธรรม (๑๙) เจตนา ๗ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม..ไม่ใช่สุตธรรม.. ไม่ใช่มุตธรรม..เป็นวิญญาตธรรม (๒๐) จิต ๗ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม..ไม่ใช่สุตธรรม.. ไม่ใช่มุตธรรม..เป็นวิญญาตธรรม (๒๐.๑) จิต ๗ = จักขุวิญญาณธาตุ..โสตวิญญาณธาตุ..ฆานวิญญาณธาตุ..ชิวหาวิญญาณธาตุ..กายวิญญาณธาตุ..มโนธาตุ (จิตที่ทำหน้าที่รับช่วงอารมณ์ต่อจากปัญจทวาร)..มโนวิญญาณธาตุ (จิตที่ทำหน้าที่คิดนึกและรู้อารมณ์ภายในใจ) [ฌ] ทัสสนวาร = วาระการจำแนกสภาวธรรมเพื่อจำแนกขันธ์ ธาตุ และอายตนะ ว่าสิ่งใดจัดเป็นกุศล อกุศล หรืออัพยากตธรรม [๑] กุสลติก บรรดาขันธ์ ๕ ขันธ์ไหนเป็นกุศล ขันธ์ไหนเป็นอกุศล ขันธ์ไหนเป็นอัพยากตะ ฯลฯ บรรดาจิต จิตไหนเป็นกุศล จิตไหนเป็นอกุศล จิตไหนเป็นอัพยากตะ? (๑) รูปขันธ์ เป็นอัพยากตะ (๒) ขันธ์ ๔ เป็นกุศลก็มี..เป็นอกุศลก็มี..เป็นอัพยากตะก็มี (๓) อายตนะ ๑๐ เป็นอัพยากตะ (๓.๑) โอฬาริกรูปธาตุ ๑๐ - รูปธรรมสัมผัสได้ จักขุธาตุ -ตา..โสตธาตุ -หู..ฆานธาตุ-จมูก..ชิวหาธาตุ -ลิ้น..กายธาตุ -กาย..รูปธาตุ -สี..สัททธาตุ -เสียง..คันธธาตุ -กลิ่น..รสธาตุ-รส..โผฏฐัพพธาตุ -ดิน ไฟ ลม (๓.๒) วิญญาณธาตุ ๕ -ระบบรับรู้ จักขุวิญญาณธาตุ -การเห็น..โสตวิญญาณธาตุ -การได้ยิน..ฆานวิญญาณธาตุ -การได้กลิ่น..ชิวหาวิญญาณธาตุ -การรู้รส..กายวิญญาณธาตุ -การสัมผัสทางกาย (๓.๓) มโนธาตุ - ความรู้สึกนึกคิดแรกรับอารมณ์ ทำหน้าที่ปัญจทวาราวัชชนะ และสัมปฏิจฉนะ (๓.๓.๑) ปัญจทวาราวัชชนะ = หน้าที่ "รับอารมณ์" ที่มากกระทบทางทวารทั้ง ๕ ตา หู ..จมูก ลิ้น กาย) เป็นขณะจิตแรกที่เริ่มต้นกระบวนการคิดต่ออารมณ์ภายนอก และ ทำอาวัชชนกิจ (กิจคำนึงถึงอารมณ์ใหม่ที่มาปรากฏ) เพื่อเปิดทางให้จิตการเห็นหรือการได้ยินเกิดขึ้นในลำดับถัดไป (๓.๓.๒) สัมปฏิจฉนะ = ทำหน้าที่ "รับอารมณ์ต่อ" จากวิญญาณทั้ง ๕ เพื่อส่งต่ออารมณ์นั้นไปยังจิตขั้นตอนต่อไปคือสันตีรณะ (การไต่สวน) (๔) อายตนะ ๒ เป็นกุศลก็มี..เป็นอกุศลก็มี..เป็นอัพยากตะก็มี (๔.๑) มนายตนะ = จิตทั้งหมด ซึ่งมีความเป็นกุศล อกุศล หรืออัพยากตะ (กลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว เช่น วิบากและกิริยา) (๔.๒) ธัมมายตนะ = คือเจตสิก ๕๒, สุขุมรูป ๑๖ และนิพพาน (๕) ธาตุ ๑๖ เป็นอัพยากตะ จักขุธาตุ..โสตธาตุ..ฆานธาตุ..ชิวหาธาตุ..กายธาตุ..รูปธาตุ..สัททธาตุ..คันธธาตุ..รสธาตุ..โผฏฐัพพธาตุ..จักขุวิญญาณธาตุ..โสตวิญญาณธาตุ..ฆานวิญญาณธาตุ..ชิวหาวิญญาณธาตุ..กายวิญญาณธาตุ และมโนธาตุ (๖) ธาตุ ๒ เป็นกุศลก็มี..เป็นอกุศลก็มี..เป็นอัพยากตะก็มี -- มโนวิญญาณธาตุ -จิตที่รับรู้ธรรมารมณ์ -- ธรรมธาตุ - เจตสิก, สุขุมรูป, นิพพาน (๗) สมุทยสัจ เป็นอกุศล (๘) มัคคสัจ เป็นกุศล (๙) นิโรธสัจ เป็นอัพยากตะ (๑๐) ทุกขสัจ เป็นกุศลก็มี..เป็นอกุศลก็มี..เป็นอัพยากตะก็มี (๑๑) อินทรีย์ ๑๐ เป็นอัพยากตะ ได้แก่ จักขุนทรีย์..โสตินทรีย์ ..ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์..อิตถินทรีย์..ปุริสินทรีย์.ชีวิตินทรีย์..สุขินทรีย์..ทุกขินทรีย์ (ความทุกข์กาย - เป็นวิบากจิต) (๑๒) โทมนัสสินทรีย์ เป็นอกุศล (๑๓) อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ เป็นกุศล (๑๔) อินทรีย์ ๔ เป็นกุศลก็มี..เป็นอัพยากตะก็มี (๑๕) อินทรีย์ ๖ เป็นกุศลก็มี..เป็นอกุศลก็มี.. เป็นอัพยากตะก็มี (๑๖) อกุศลเหตุ ๓ เป็นอกุศล (๑๗) กุศลเหตุ ๓ เป็นกุศล (๑๘) อัพยากตเหตุ ๓ เป็นอัพยากตะ (๑๙) กพฬิงการาหาร เป็นอัพยากตะ (๒๐) อาหาร ๓ เป็นกุศลก็มี..เป็นอกุศลก็มี..เป็นอัพยากตะก็มี (๒๑) สัมผัส ๖ เป็นอัพยากตะ (๒๒) มโนวิญญาณธาตุสัมผัส เป็นกุศลก็มี..เป็นอกุศลก็มี..เป็นอัพยากตะก็มี (๒๓) เวทนา ๖ เป็นอัพยากตะ (๒๔) สัญญา ๖ เป็นอัพยากตะ (๒๕) เจตนา ๖ เป็นอัพยากตะ (๒๖) จิต ๖ เป็นอัพยากตะ (๒๗) มโนวิญญาณธาตุ เป็นกุศลก็มี..เป็นอกุศลก็มี..เป็นอัพยากตะก็มี
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๖๑/๖๖)
[๒] เวทนาติกะ บรรดาขันธ์ ๕ ขันธ์ไหนสัมปยุตด้วยสุขเวทนา.. ขันธ์ไหนสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา..ขันธ์ไหนสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา. ฯลฯ..บรรดาจิต ๗ จิตไหนสัมปยุตด้วยสุขเวทนา..จิตไหนสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา..จิตไหนสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา? (๑) ขันธ์ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา (๒) ขันธ์ ๓ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี..สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี..สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี (๓) อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา (๔) มนายตนะ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี.. สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี..สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี (๕) ธัมมายตนะ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี.. สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี..สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี..กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนา.. หรือสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี (๖) ธาตุ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ~ ธาตุ ๑๐ = ปัญจวิญญาณธาตุ ๕ ได้แก่ จักขุธาตุ..โสตธาตุ..ฆานธาตุ..ชิวหาธาตุ..กายธาตุ วิสยธาตุ ๕ (อารมณ์ของประสาทสัมผัส) ได้แก่ รูปธาตุ..สัททธาตุ..คันธธาตุ..รสธาตุ..โผฏฐัพพธาตุ (๗) ธาตุ ๕ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ~ ธาตุ ๕ = จักขุวิญญาณธาตุ..โสตวิญญาณธาตุ..ฆานวิญญาณธาตุ..ชิวหาวิญญาณธาตุ..มโนธาตุ (จิตที่ทำหน้าที่รับอารมณ์ต่อจากปัญจวิญญาณ เกิดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกเฉย ๆ เสมอ (๘) กายวิญญาณธาตุ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี.. สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี (๙) มโนวิญญาณธาตุ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี.. สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี..สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี (๑๐) ธัมมธาตุ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี.. สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี..สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี..กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนา.. หรือสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี (๑๑) สัจจะ ๒ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี.. สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ก็มี (๑๒) นิโรจสัจ กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา (๑๓) ทุกขสัจ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี.. สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี..สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี..กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี (๑๔) อินทรีย์ ๑๒ กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา (๑๕) อินทรีย์ ๖ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี.. สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี (๑๖) อินทรีย์ ๓ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี.. สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี..สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี (๑๗) ชีวิตินทรีย์ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี.. สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี..สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี..กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี (๑๘) อกุศลเหตุที่เป็น โทสะ สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา (๑๙) เหตุ ๗ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี..สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี (๒๐) อกุศลเหตุที่เป็นโมหะ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี..สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี..สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี (๒๑) กพฬิงการาหาร กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา (๒๒) อาหาร ๓ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี.. สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี..สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี (๒๓) ผัสสะ ๕ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา (๒๔) กายสัมผัส สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี.. สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี ~กายสัมผัส = หมายถึง กายวิญญาณธาตุสัมผัส (๒๕) มโนวิญญาณธาตุสัมผัส สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี..สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี..สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี (๒๖) เวทนา ๗ กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา..หรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา (๒๗) สัญญา ๕ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา (๒๘) เจตนา ๕ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา (๒๙) จิต ๕ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา (๓๐) กายวิญญาณ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี.. สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี ~ กายวิญญาณ = หมายถึง กายวิญญาณธาตุ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๖๒/๖๖)
(๓๑) มโนวิญญาณธาตุ สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี.. สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี..สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี [ญ] วิปากติกวาระ = ว่าด้วยการปุจฉา-วิสัชนา และการจำแนกธรรมตามหมวดธรรมที่เรียกว่า "วิปากติกะ" เกี่ยวกับวิบากหรือผลของกรรม [๑] บรรดาขันธ์ ๕ ขันธ์ไหนเป็นวิปากธรรม.. ขันธ์ไหนเป็นวิปากธัมมธรรม..ขันธ์ไหนเป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม..ฯลฯ บรรดาจิต ๗ จิตไหนเป็นวิปากธรรม..จิตไหนเป็นวิปากธรรม ..จิตไหนเป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม? ~ วิปากธรรม = ผลกรรมทั้งดีและชั่วที่เคยทำไว้ ซึ่งย้อนกลับมาส่งผลให้ได้รับความสุขหรือความทุกข์ในภายหลัง ~ วิปากธัมมธรรม = สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก หรือธรรมที่เป็นตัวการสร้างผล (กรรมและกิเลสที่เป็นเหตุ) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดผลลัพธ์คือ "วิบาก" ตามมาในภายหลัง ~ เนววิปากนวิปากธัมมธรรม = สภาวธรรมที่ไม่เป็นผลของกรรม (ไม่ใช่วิบาก) และไม่เป็นตัวเหตุที่ทำให้เกิดผลของกรรม (ไม่ใช่กุศลหรืออกุศลที่จะส่งผล) แต่จัดเป็นธรรมประเภท กิริยา หรือ รูป และ นิพพาน (๑) รูปขันธ์ เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม (๒) ขันธ์ ๔ เป็นวิปากธรรมก็มี..เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี..เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี ~ ขันธ์ ๔ = นามขันธ์ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (๓) อายตนะ ๑๐ เป็นเนววิปากนวิปากนวิปากธัมมธรรม (๓.๑) อายตนะภายใน ๕ (ปสาทรูป ๕) ได้แก่ จักขวายตนะ..โสตายตนะ..ฆานายตนะ..ชิวหายตนะ..กายายตนะ (๓.๒) อายตนะภายนอก ๕ (วิสยรูป ๕) ได้แก่ รูปายตนะ..สตทายตนะ..คันธายตนะ..รสายตนะ..โผฏฐัพพายตนะ (การสัมผัสทางกาย เช่น ดิน ไฟ วาโย) (๔) อายตนะ ๒ เป็นวิปากธรรมก็มี..เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี..เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี (๕) ธาตุ ๑๐ เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม (๖) ธาตุ ๕ เป็นวิปากธรรม ~ ธาตุ ๕ = จักขุวิญญาณธาตุ - การเห็นรูปทางตาที่เป็นวิบาก..โสตวิญญาณธาตุ - การได้ยินเสียงทางหูที่เป็นวิบาก..ฆานวิญญาณธาตุ - การได้กลิ่นทางจมูกที่เป็นวิบาก..ชิวหาวิญญาณธาตุ - การรู้รสทางลิ้นที่เป็นวิบาก..กายวิญญาณธาตุ - การสัมผัสทางกายที่เป็นวิบาก (๗) มโนธาตุ เป็นวิปากธรรมก็มี..เป็น เนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี (๘) ธาตุ ๒ เป็นวิปากธรรมก็มี..เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี..เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี (๙) สัจจะ ๒ เป็นวิปากธัมมธรรม (๑๐) นิโรธสัจ เป็นเนววิปากนววิปากธัมมธรรม (๑๑) ทุกขสัจ เป็นวิปากธรรมก็มี..เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี..เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี (๑๒) อินทรีย์ ๗ เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม (๑๓) อินทรีย์ ๓ เป็นวิปากธรรม ~ อินทรีย์ ๓ = ทุกขินทรีย์..สุขินทรีย์..อัญญาตาวินทรีย์ (๑๔) อินทรีย์ ๒ เป็นวิปากธัมมธรรม ~ อินทรีย์ ๒ =โทมนัสสินทรีย์..อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ (อินทรีย์ของพระผู้ปฏิบัติเพื่อรักษามรรคที่ยังไม่เคยรู้ คือปัญญาในโสตาปัตติมรรค) (๑๕) อัญญินทรีย์ เป็นวิปากธรรมก็มี..เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี (๑๖) อินทรีย์ ๙ เป็นวิปากธรรมก็มี..เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี..เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มีอินทรีย์ ๙ เป็นวิปากธรรมก็มี..เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี..เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี ~ อินทรีย์ ๙ = มนินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..โสมนัสสินทรีย์..อุเปกขินทรีย์..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์..สมาธินทรีย์..ปัญญินทรีย์ (๑๗) เหตุ ๖ เป็นวิปากธัมมธรรม (๑๘) อัพยากตเหตุ ๓ เป็นวิปากธรรมก็มี..เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี (๑๙) กพฬิงการาหาร เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม (๒๐) อาหาร ๓ เป็นวิปากธรรมก็มี..เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี..เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี (๒๑) ผัสสะ ๕ เป็นวิปากธรรม (๒๒) มโนธาตุสัมผัส เป็นวิปากธรรมก็มี..เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี (๒๓) มโนวิญญาณธาตุสัมผัส เป็นวิปากธรรมก็มี..เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี..เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี (๒๔) เวทนา ๕ เป็นวิปากธรรม (๒๕) สัญญา ๕ เป็นวิปากธรรม (๒๖) เจตนา ๕ เป็นวิปากธรรม (๒๗) จิต ๕ เป็นวิปากธรรม (๒๘) มโนธาตุ เป็นวิปากธรรมก็มี..เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี (๒๙) มโนวิญญาณธาตุ เป็นวิปากธรรมก็มี..เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี..เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๖๓/๖๖)
[๓] อุปาทินนุปาทานิยติกะ [๑] ขันธ์ ๕ ขันธ์ไหนเป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม ขันธ์ไหนเป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม ขันธ์ไหนเป็นอนุปาทินนานุปาทานิยธรรม ฯลฯ บรรดาจิต ๗ จิตไหนเป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม จิตไหนเป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม จิตไหนเป็นอนุปาทินนานุปาทานิยธรรม? ~ อุปาทินนุปาทานิยธรรม = สภาวธรรมที่เป็นผลของกรรมอันตัณหาและทิฏฐิยึดถือ และยังเป็นอารมณ์ที่ตั้งมั่นแห่งอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) ~ อนุปาทินนุปาทานิยธรรม = สภาวธรรมที่กรรมอันสัมปยุตต์ด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ได้เข้ายึดครอง (ไม่เป็นผลของกรรม) แต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานได้ ~ อนุปาทินนานุปาทานิยธรรม = สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่เข้ายึดครอง และไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน (เรียกอีกอย่างว่าไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น) (๑) รูปขันธ์ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี.. เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี (๒) ขันธ์ ๔ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี..เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี..เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยธรรมก็มี (๓) อายตนะ ๕ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม (๔) สัททายตนะ เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม (๕) อายตนะ ๔ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี..เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี (๖) อายตนะ ๒ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี.. เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี..เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยธรรมก็มี (๗) ธาตุ ๑๐ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม ~ ธาตุ ๑๐ = จักขุธาตุ..โสตะธาตุ..ฆานธาตุ..ชิวหาธาตุ..กายธาตุ..รูปธาตุ..สัททธาตุ..คันธาตุ รสธาตุ..โผฏฐัพพธาตุ (๘) สัททธาตุ เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม (๙) ธาตุ ๕ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี..เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี (๑๐) ธาตุ ๒ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี.. เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี..เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยธรรมก็มี (๑๑) สมุทยสัจ เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม (๑๒) สัจจะ ๒ เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยธรรม (๑๓) ทุกขสัจ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี.. เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี (๑๔) อินทรีย์ ๙ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม ~ อืนทรีย์ ๙ = จักขุนทรีย์..โสตินทรีย์..ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์..อิตถินทรีย์..ปุริสินทรีย์..สุขินทรีย์ และ ทุกขินทรีย์ (๑๕) โทมนัสสินทรีย์ เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม (๑๖) อินทรีย์ ๓ เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยธรรม (๑๗) อินทรีย์ ๙ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี.. เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี..เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยธรรมก็มี (๑๘) อกุศลเหตุ ๓ เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม (๑๙) กุศลเหตุ ๓ เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี.. เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยธรรมก็มี (๒๐) อัพยากตเหตุ ๓ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี.. เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี.. เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยธรรมก็มี (๒๑) กพฬิงการาหาร เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี..เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี (๒๒) อาหาร ๓ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี.. เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี..เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยธรรมก็มี (๒๓) ผัสสะ ๕ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม (๒๔) มโนธาตุสัมผัส เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี..เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี (๒๕) มโนวิญญาณธาตุสัมผัส เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี..เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี..เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยธรรมก็มี (๒๖) เวทนา ๕ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม (๒๗) สัญญา ๕ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม (๒๘) เจตนา ๕ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม (๒๙) จิต ๕ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม ~ จิต ๕ = หรือ วิญญาณ ๕ ได้แก่ จักขุวิญญาณ..โสตวิญญาณ..ฆานวิญญาณ..ชิวหาวิญญาณ และกายวิญญาณ (๓๐) มโนธาตุ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี.. เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี (๓๑) มโนวิญญาณธาตุ เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี..เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมก็มี..เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยธรรมก็มี
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|