(ต่อหน้า ๒/๔) ประมวลธรรม : ๖๔.โกสัมพิยสูตร
๒๓.ถึง"ญาณสี่"ลุอะบัติพระสงฆ์ตริภณะไซร้
เปิดเผยและทอนไว.........................................ระวัง
๒๔.ดัง"ปัญจญาณ"สงฆ์คิด...........................มีทิฉฐิทำกิจพร้อม
เพียรมั่น"ศีลฯ,จิตฯ"น้อม..................................เปี่ยมล้น"ปัญญา"
๒๕."ญาณที่หก"ก็พระสงฆ์เจาะยิ่งลุ"พละ"กล้า
จิตฟ้งพระธรรมหนา........................................พิจารณ์
๒๖."ญาณเจ็ด"มี"ทิฏฐิ,คิด"...........................สฤษดิ์"พละ"เด่นแท้
ทราบอรรถธรรมชัดแท้....................................ล่วงพร้อมเปรมปรีดิ์
๒๗.พุทธ์เจ้าตรัสนฤชนลุเจ็ดเจาะภวะชี้
โสดาฯเมลืองศรี..............................................นะเอย
๒๘.เผยสงฆ์หลายชมแล..............................แฉภาษิตประโยชน์ล้น
พึงมุ่งจดจำท้น................................................เร่งก้าวเพียรหนา ฯ|ะ
แสงประภัสสร
มจร. ๘. โกสัมพิยสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
https://share.google/WahQn1ApBFbPOOjwuอังคีรส = แปลว่า “มีพระรัศมีเปล่งจากพระองค์” เป็นพระนามอย่างหนึ่ง ในบรรดาพระนามของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน หรือพระพุทธเจ้าพระองค์ใดก็ได้
โฆสิตาราม = ชื่อวัดสำคัญในกรุงโกสัมพี ครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยประทับหลายครั้ง เช่น คราวที่ภิกษุชาวโกสัมพีแตกกัน เป็นต้น
โมฆบุรุษ = คือบุคคลที่ว่างเปล่า ไม่มีแก่นสาร
(๑) ว่างเปล่าจากกุศลธรรมในขณะนั้น เพราะขณะนั้นเป็นอกุศลที่มีกำลัง
(๒) ว่างเปล่าจากความเห็นถูกคือเป็นผู้มีความเห็นผิด
(๓) ว่างเปล่าเพราะไม่มีอุปนิสัยที่จะได้บรรลุมรรคผลในชาตินั้น
(๔) ว่างเปล่าแม้จะมีอุปนิสัยจะได้บรรลุในชาตินั้นและท้ายที่สุดได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่ขณะนั้นเป็นอกุศลจึงว่างเปล่าจากการบรรลุในขณะนั้น ขณะนั้นก็ชื่อว่าเป็นโมฆบุรุษ
[ก] สาราณียธรรม ๖ = ธรรมเป็นเหตุให้ เป็นที่รัก, ระลึกถึงกัน, ทำให้เป็นที่เคารพ, เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน, เพื่อความไม่วิวาทกัน, เพื่อความสามัคคีกัน, เพื่อความเป็นอันเดียวกัน
~ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน = ความเป็นเอกภาพ ไม่ก่อความแตกแยก
สาราณียธรรม ๖ ประการ อะไรบ้าง
(๑) ตั้งมั่นเมตตากายกรรม ในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง
~ เมตตากายกรรม = กายกรรมที่พึงทำด้วยจิตประกอบด้วยเมตตา
(๒) ตั้งมั่นเมตตาวจีกรรม ในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง
~ เมตตาวจีกรรม = วจีกรรมที่พึงทำด้วยจิตที่เมตตา
(๓) ตั้งมั่นเมตตามโนกรรม ในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง
~เมตตามโนกรรม = มโนกรรมที่พึงทำด้วยจิตที่เมตตา
(๔) สาธารณโภคิตา = ได้ของสิ่งใดมาก็แบ่งปันกัน คือ เมื่อได้สิ่งใดมาโดยชอบธรรม แม้เป็นของเล็กน้อย ก็ไม่หวงไว้ผู้เดียว นำมาแบ่งปันเฉลี่ยเจือจาน ให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทั่วกัน
(๕) สีลสามัญญตา = มีศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ มีความประพฤติสุจริตดีงาม ถูกต้องตามระเบียบวินัย ไม่ทำตนให้เป็นที่น่ารังเกียจของหมู่คณะ
(๖) ทิฏฐิสามัญญตา = เป็นผู้มีทิฏฐิอันประเสริฐ เป็นนิยยานิกธรรม เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้ทำตาม เสมอกันกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง
~ นิยยานิกธรรม = คือ ธรรมที่ตัดมูลรากแห่งวัฏฏะ ทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ แล้วนำสัตว์ออกจากวัฏฏะ
-> ภิกษุทั้งหลาย สาราณียธรรม ๖ ประการนี้ ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ทิฏฐิอันไกลจากกิเลสที่เป็นข้าศึก เป็นนิยยานิกธรรม นำบุคคลผู้ทำตามนั้นออกไป เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เป็นธรรมชั้นยอดที่ยึดคุมสาราณียธรรม ๖ ประการนี้ไว้
-> ภิกษุทั้งหลาย ยอดอันเป็นส่วนสูงสุดเป็นที่ยึดคุมเรือนยอด แม้ฉันใด ทิฏฐิอันไกลจากกิเลสที่เป็นข้าศึก เป็นนิยยานิกธรรมนำบุคคลผู้ทำตามนั้นออกไป เพื่อ
ความสิ้นทุกข์โดยชอบนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นธรรมชั้นยอดที่ยึดคุมสาราณียธรรม ๖ ประการนี้ไว้