Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
หน้า: 1 ... 17 18 [19]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร  (อ่าน 137940 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6243
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 974



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #270 เมื่อ: 05, มกราคม, 2569, 09:38:56 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม : ๖๒. จูฬธัมมสมาทานสูตร (ว่าด้วยการสมาทานธรรม สูตรเล็ก)

รุมมวดีฉันท์ ๑๐/โคลงสามสุภาพ

    ๑.น้อมอภิวาทน์แด่..........................แลอรหันต์เกล้า
โคตมพุทธ์เจ้า....................................โพธิลุด้วยตน

    ๒.ยลเมตตา,การุณ..........................คุณอดุลย์ยิ่งหล้า
สอนราษฎร์เรียนธรรมกล้า..................สู่ห้วงนิพพาน

    ๓.พุทธะประทับตรง.........................ทรงนยสอนกราน
สงฆ์เจาะสมาทาน................................ธรรมจตุพฤติหนา

    ๔.สมาทานจำแนก............................แจกธรรมเป็นสี่ชี้
"มีสุขขณะนี้........................................ภพหน้าทุกข์"เผย

    ๕."ทุกข์ขณะนี้รุก.............................ทุกข์จรหน้าเกย"
"ทุกข์ขณะนี้เอ่ย..................................แต่สุขะหน้า"แฉ

    ๖.แล"สุขปัจจุบัน..............................ครันเป็นสุขภพหน้า"
ความต่างกันไยคว้า..............................เหตุไซร้เพราะใดเผย

    ๗."หนึ่ง"สุขะครานี้.............................ชี้ทุขะหน้าเอ่ย
มีคติกามเปรย......................................กามนิรโทษไข

    ๘.เขาไวเสพสุขสม............................กายนิยมสุขล้ำ
ปัจจุบันสุขย้ำ.......................................ภพหน้าอบายหนา

    ๙."สอง"ทุขะชาตินี้............................ชี้ทุขะภพหน้า"
ผู้ปฏิบัติฝ่า...........................................เปลือยอนะเสื้อชม

    ๑๐.ซมเซามิรับชัด.............................ภัตรบริจาคไซร้
กินภัตรเรือนตนไคล้..............................ภัตรค้างคืนติง หลายวัน

    ๑๑.ผลชิระหล่นต้น............................ด้นเหมาะเจาะกินจริง
ครองเสาะเลาะผ้าทิ้ง.............................นอนศยะบนหนาม

    ๑๒.ทำความลำบากแล.......................แฉกับตนมุ่งเป้า
ถอนหนวด,ผมปลงเฝ้า...........................ไม่แคล้วนรกหนา

    ๑๓."สาม"ทุขะโลกนี้...........................ชี้รติณหา
โทสะปะแรงกล้า....................................โมหะประจำเผย

    ๑๔.ทุกข์เปรยโทมนัสครอง.................ทุกข์นองมักก่นไห้
ศีลพรตพฤติครบไซร้.............................โลกหน้าสุขผล

    ๑๕."สี่"สุขะโลกนี้................................ชี้รติน้อยยล
โทสะและหลงค้น...................................พึงนิรพบเผย

    ๑๖.เปรยเขาพฤติกุศล........................ดล"ปฐมฌาน"ล่วงแล้ว
พลางต่อ"ฌานสอง"แผ้ว..........................จ่อด้วยฌานสาม

    ๑๗.ถึงจตุฌานสี่.................................รี่เจาะ"อุเบกฯ"ตาม
มีสติพูนงาม...........................................โลกหน้าสุขหนา

    ๑๘.คราพุทธ์องค์ทรงตรัส...................ชัดสมาทานยิ่งล้น
สงฆ์ชื่นชมมากท้น..................................เลิศแล้ธรรมแฉ ฯ|ะ

แสงประภัสสร

มจร. ๕. จูฬธัมมสมาทานสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
https://84000.org/tipitaka/book/m_siri.php?B=12&siri=45


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ชลนา ทิชากร

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6243
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 974



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #271 เมื่อ: 06, มกราคม, 2569, 08:37:27 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๒/๒) ประมวลธรรม : ๖๒. จูฬธัมมสมาทานสูตร

การสมาทานธรรม =  แปลจากคำว่า “ธัมมสมาทาน” คือ ถือปฏิบัติ มี ๔ ประการ ได้แก่
(๑) การสมาทานธรรมที่มีสุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต เป็นไฉน
~ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า โทษในกามทั้งหลายมิได้มี
~ จึงเป็นผู้ดื่มในกามทั้งหลาย ย่อมบำเรอกับพวกนางปริพาชิกา
 ~ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ครั้นถึงความเป็นผู้ดื่มในกามทั้งหลายแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เสวยทุกขเวทนา
~ ธรรมสมาทานนี้ เรากล่าวว่า มีสุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์เป็นวิบากต่อไป
(๒) การสมาทานธรรมที่มีทุกข์ในปัจจุบัน และมีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต เป็นไฉน
~ ปริพาชกบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เปลือยกาย ปล่อยมารยาทดีเสีย (ยืนถ่ายอุจาระ ปัสสาวะ แล้วก็กิน) เช็ดอุจจาระที่ถ่ายด้วยมือ
~ ไม่รับภิกษาตามที่เขาเชิญให้รับ ไม่หยุดตามที่เขาเชิญให้หยุด ไม่ยินดีภิกษาที่เขานำมาให้ ไม่ยินดีภิกษาที่เขาเจาะจงให้ ไม่ยินดีการนิมนต์ ไม่รับภิกษาที่เขาให้แต่ปากหม้อ ไม่รับภิกษาที่เขาให้แต่ปากกระเช้า ไม่รับภิกษาในที่มีธรณี มีสาก หรือมีท่อนไม้คั่นในระหว่าง ไม่รับภิกษาของคน ๒ คนที่กำลังกินอยู่ ไม่รับภิกษาของหญิงมีครรภ์ ของหญิงที่กำลังให้ลูกดื่มนม ของหญิงผู้คลอเคลียบุรุษ ไม่รับภิกษา ที่เขานัดกันทำ ในที่ที่เขาเลี้ยงสุนัข ไม่รับภิกษาในที่มีหมู่แมลงวันตอม
~ ไม่รับปลา ไม่รับเนื้อ ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มเมรัย ไม่ดื่มน้ำหมักดอง
~ รับภิกษาที่เรือนแห่งเดียว เฉพาะคำเดียวบ้าง สองคำบ้าง ฯลฯ เจ็ดคำบ้าง กลืนอาหารที่เก็บค้างไว้วันหนึ่งบ้าง สองวันบ้าง ฯลฯ เจ็ดวันบ้า
~ เป็นผู้หมั่นประกอบเนือง ๆ ในการกินภัตที่เวียนมาตลอดกึ่งเดือน แม้เช่นนี้ ด้วยประการฉะนี้อยู่
~ ปริพาชกนั้นกินผักดอง กินข้าวฟ่าง กินลูกเดือย กินกากข้าว กินสาหร่าย กินรำ กินข้าวตัง กินข้าวไหม้ กินหญ้า กินโคมัย กินเหง้าไม้ และผลไม้ในป่า กินผลไม้ที่หล่นเองเลี้ยงอัตภาพ
~ ปริพาชกนั้น ครองผ้าปอ ครองผ้าที่มีวัตถุปนกัน ครองผ้าผี ครองผ้าที่เขาทิ้ง ครองผ้าเปลือกไม้ ครองหนังเสือ ฯลฯ
~ เป็นผู้ถอนผมและหนวด หมั่นประกอบเนือง ๆ ในการถอนผมและหนวด ยืนในที่สูง ห้ามอาสนะ
~ เป็นผู้เดินกระโหย่ง ประกอบความเพียรในการกระโหย่ง
~ นอนบนขวาก นอนบนหนาม
~ หมั่นประกอบในการลงน้ำวันละ ๓ ครั้ง
~ ตามประกอบความหมั่นอันทำร่างกายให้ลำบากเดือดร้อนหลายอย่าง เห็นปานนี้ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ธรรมสมาทานนี้ เรากล่าวว่า มีทุกข์ในปัจจุบัน และมีทุกข์เป็นวิบากต่อไป
(๓) การสมาทานธรรมที่มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากในอนาคต
ธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากต่อไป เป็นไฉน
~ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีราคะกล้าโดยปรกติ ย่อมเสวยทุกขโทมนัส อันเกิดแต่ราคะเนือง ๆ
~ เป็นผู้มีโทสะกล้าโดยปรกติ ย่อมเสวยทุกขโทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนือง ๆ
~ เป็นผู้มีโมหะกล้าโดยปรกติ ย่อมเสวยทุกขโทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนือง ๆ
~ บุคคลนั้นถูกทุกข์บ้าง โทมนัสบ้าง ถูกต้องแล้ว เป็นผู้มีหน้านองด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่
~ แต่ประพฤติพรหมจรรย์บริบูรณ์บริสุทธิ์
~ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลก สวรรค์
ธรรมสมาทานนี้ เรากล่าวว่า มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบาก ต่อไป
(๔) การสมาทานธรรมที่มีสุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากในอนาคต
ธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากต่อไป เป็นไฉน
~ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มีราคะกล้าโดยปรกติ ย่อมไม่เสวยทุกขโทมนัส อันเกิดแต่ราคะเนือง ๆ
~ เป็นผู้ไม่มีโทสะกล้าโดยปรกติ ย่อมไม่เสวยทุกขโทมนัส อันเกิดแต่โทสะเนือง ๆ
~ เป็นผู้ไม่มีโมหะกล้าโดยปรกติ ย่อมไม่เสวยทุกขโทมนัส อันเกิดแต่โมหะเนือง ๆ
~ บุคคลนั้นสงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์แล้วแลอยู่ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
ธรรมสมาทานนี้ เรากล่าวว่า มีสุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากต่อไป
ธรรมสมาทานมี ๔ อย่างเหล่านี้แล


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, ลิตเติลเกิร์ล, หยาดฟ้า, ชลนา ทิชากร

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6243
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 974



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #272 เมื่อ: 07, มกราคม, 2569, 09:19:07 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม : ๖๓.วีมังสกสูตร (ว่าด้วยภิกษุผู้พิจารณาสอบสวน)

รโธทธตาฉันท์ ๑๑/โคลงสามสุภาพ

    ๑.กราบพระพุทธะอรหันต์............................ศรัณย์ประชา
ตรัสรู้สิดนุหนา................................................พระธรรมประเสริฐ

    ๒.เลิศพระศาสดา........................................เมตตาชนเปี่ยมท้น
สอนเหล่าสงฆ์,ชนดั้น.......................................ห่างลี้ทุกข์ผลาม

    ๓.พุทธเจ้าลุศยะพัก.....................................ประจักษ์อะราม
"เชตวันฯ"คฤหนาม..........................................."อนาฯ"วาย

    ๔.พุทธ์องค์กรายสอนชิด..............................วาระจิตอื่นไซร้
หากไม่ทราบตรวจได้.......................................เด่นแล้พิจารณ์ พุทธ์องค์

    ๕.สอบพระองค์ลุภวรุด.................................พระพุทธะบ่ง
จริงรึไม่กะทวิตรง............................................เจาะหูและตา

    ๖.ตถาคตมีธรรม..........................................นำจิตพาหม่นเศร้า
บรรเจิดตา,หูเร้า...............................................เด่นแล้หรือไฉน

    ๗.ผลพระพุทธะนิรหมอง...............................จะผ่องไสว
ตาและหูเจาะศุจิไว...........................................เหมาะตรวจขยาย

    ๘.สอนกรายธรรมหู,ตา..................................ตถาคตดิ่งแล้
ธรรมจุ่ง"ขาว-ดำ"แท้.........................................พรั่งพร้อมเกิดผล มิเกิด

    ๙.ตรวจตถาฯเจาะอนะพราว..........................."ลิขาวกุศล"
"ดำซิชั่ว"ลุหินะดล..............................................มิเจือซิสอง

    ๑๐.ตรองตรวจสอบพุทธ์องค์..........................ทรงมีธรรมผ่องแผ้ว
ดังที่ตา,หูแกล้ว..................................................อุบัติแล้ละหรือ

    ๑๑.พุทธองค์ลุสุจินำ........................................พระธรรมระบือ
ตาและหูสิภวลือ..................................................จะแจ้งพระธรรม

    ๑๒.นำตรวจธรรมตถาคต.................................จรดมากอีกพิศกล้
"กุศลหยุดนานช้า"..............................................."อุบัติน้อยมินาน"

    ๑๓.ตรวจสิแล้วจะประลุผล...............................กุศลละกราน
กาลจิรังสถิรขาน.................................................มิใช่กระจิด

    ๑๔.พิศตรวจตถาคต.........................................ทรงจดมีชื่อล้น
เพราะสั่งสอนชนด้น.............................................โทษพร้อมมีไหม

    ๑๕.สอบพระองค์สินิรโทษ.................................ก็โลดคระไล
ตรวจพินิจเสาะภยภัย............................................เจาะมีรึหนา

    ๑๖."ราคะ,กาม"ปราศหรือ..................................ตรวจสอบคือหมดแล้ว
ภัยไป่มี,ราคะแคล้ว...............................................เพิกพ้นกามไส

    ๑๗.ถูกเจาะถามละภยครัน.................................จะมั่นไฉน
ตอบสิเขาเจาะนยไว..............................................ณ กลุ่มนิกร

    ๑๘.พลางจรมีอามิส...........................................ถูกประชิดเหยื่อแท้
บางพวกมิมีแล้......................................................ย่อมไร้เหยียดเขา

    ๑๙.เราสดับซิวทะรุด..........................................พระพุทธเจ้า
ผู้มิมีสิภยเร้า..........................................................เพราะ"ราคะ"ปลง

    ๒๐.พุทธ์องค์แนะพึงถาม.....................................ความตถาคตมากชี้
ธรรมเกี่ยวตา,หูนี้....................................................โศกแจ้งมีไหม

    ๒๑.เราตถาฯจะภณรี่...........................................มิมีอะไร
ถามเสาะธรรมลุปะทะไกล.......................................ซิ"ขาวและดำ"

    ๒๒.ตอบนำตถาคต..............................................จด"ขาว-ดำ"ห่อนไร้
ธรรมชั่ว,ธรรมดีไซร้.................................................ไม่น้อมเลยหนา มิเจือ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, หยาดฟ้า, ข้าวหอม, ชลนา ทิชากร

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6243
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 974



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #273 เมื่อ: 08, มกราคม, 2569, 08:08:23 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๒/๓) ประมวลธรรม : ๖๓.วีมังสกสูตร

    ๒๓.ถามตถาฯสิพหุพรู......................................กะหูและตา
ธรรมสิผ่องลุรุจิกล้า.............................................จะมีรึไม่

    ๒๔.ตอบไวมีธรรมครัน......................................อันบริสุทธิ์ล้น
ลุสู่ทางเดินพ้น......................................................ห่างแล้วตัณหา

    ๒๕.ศาสดาจะนยสอน .......................................ขจรซิกล้า
ธรรมประณีตเจาะทวิหนา......................................สิขาวและดำ

    ๒๖.สงฆ์นำธรรมประพฤติ..................................ยึดกระทำยิ่งท้น
"ดำ"มุ่งละไกลพ้น..................................................เพิ่มขึ้น"ขาว"กุศล

    ๒๗.พุทธเจ้าเจาะภณชัด....................................ก็ศรัทธะดล
เหตุสิทัสสนะลุผล.................................................ซิมั่นคุณา

    ๒๘.พาสงฆ์,เทพ,พรหมไกล................................มิไหวเบนเบี่ยงแล้
จึงแน่วโสดาฯแท้...................................................เพียบพร้อมสมบูรณ์

    ๒๙.ตรัสตถาฯริตริพิจารณ์.................................ก็ผ่านวิทูร
เป็นซิเยี่ยงเจาะวทะพูน..........................................เจาะถูกซิแฉ

    ๓๐.แลภาษิตพุทธ์องค์.......................................สงฆ์คงชมชื่นน้อม
พึงเลือกเหมาะดีพร้อม...........................................พฤติย้ำทำตาม ฯ|ะ

แสงประภัสสร

มจร. ๗ : วีมังกสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ]มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=12&siri=47

เชตวันฯ= วัดเชตวันมหาวิหาร เป็นอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี ตั้งอยู่ที่สวนเจ้าเชต นอกเมืองสาวัตถี ซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีซื้อมาด้วยเงินมากถึง ๑๘ โกฏิ วัดแห่งนี้นับว่าเป็นวัดและที่มั่นสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล และเป็นวัดที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษามากที่สุดถึง ๑๙ พรรษา เป็นสถานที่เกิดเรื่องราวต่าง ๆ ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนามากมาย
วีมังสกสูตร = คือ พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้พิจารณาเปรียบเทียบคุณธรรมและการประพฤติปฏิบัติของตัวพระองค์เอง และของภิกษุอื่นๆว่า มีอะไรดีหรือชั่ว มากน้อยแค่ไหน  เพื่อเลือกเอาตัวอย่างที่ดีๆมาใช้เป็นตัวอย่าง แนวทางในการประพฤติปฏิบัติตาม
ภิกษุผู้ตรวจสอบ = มี ๓ จำพวก คือ
(๑) อัตถวีมังสกะ - ผู้พิจารณาประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น
(๒) สังขารวีมังสกะ - ผู้พิจารณาสังขารธรรม โดยลักษณะของธรรมนั่น โดยสามัญญลักษณะ และโดยวิภาคธรรม
(๓) สัตถุวีมังสกะ - ผู้พิจารณาตรวจสอบพระศาสดา เช่น พิจารณาว่า ขึ้นชื่อว่าศาสดาต้องมีคุณเช่นนี้ๆ ในสูตรนี้ หมายเอาสัตถุวีมังสกะ
[ก] การตรวจสอบธรรมของพระตถาคต
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ตรวจสอบ เมื่อไม่รู้วาระจิตของผู้อื่น พึงทำการพิจารณา ดังนี้
(๑) ตรวจสอบตถาคตเพื่อทราบว่า ‘ตถาคตเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่' ในธรรม ๒ ประการ
(๑.๑) ธรรมที่จะพึงรู้แจ้งทางตาอันเศร้าหมองหรือไม่
(๑.๒) ธรรมที่จะพึงรู้แจ้งทางหูว่า ‘ตถาคตมีธรรมที่จะพึงรู้แจ้งทางหูอันเศร้าหมองหรือไม่
-> เมื่อพิจารณาตรวจสอบแล้วก็จะรู้อย่างนี้ว่า ‘ตถาคตมิได้มีธรรมที่จะพึงรู้แจ้งทางตาและทางหูอันเศร้าหมอง
(๒) จากนั้น ก็พิจารณาตรวจสอบตถาคตให้ยิ่งขึ้นไปว่า
‘ตถาคต มีธรรมที่จะพึงรู้แจ้งทางตาและทางหูอันเจือกันหรือไม่’
~ เจือกัน = คือ เป็นสิ่งผสมกัน กล่าวคือบางครั้งเป็นธรรมดำ บางคราวเป็นธรรมขาว
-> เมื่อพิจารณาตรวจสอบตถาคตนั้นอยู่ก็จะรู้อย่างนี้ว่า ‘ตถาคตมิได้มีธรรมที่จะพึงรู้แจ้งทางตาและทางหูอันเจือกัน’
(๓) จากนั้น ก็พิจารณาตรวจสอบตถาคตให้ยิ่งขึ้นไปว่า ‘ตถาคตมีธรรมที่จะพึงรู้ทางตาและทางหูอันผ่องแผ้วหรือไม่’
-> เมื่อพิจารณาตรวจสอบตถาคตนั้นอยู่ก็จะรู้อย่างนี้ว่า ‘ตถาคตมีธรรมที่จะพึงรู้แจ้งทางตาและทางหูอันผ่องแผ้ว’
(๔) จากนั้น ก็พิจารณาตรวจสอบตถาคตให้ยิ่งขึ้นไปว่า ‘ท่านผู้นี้มีกุศลธรรมนี้สิ้นกาลช้านาน หรือมีชั่วกาลนิดหน่อย’
->เมื่อตรวจสอบตถาคตนั้นอยู่ ก็จะรู้อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้มีกุศลธรรมนี้สิ้นกาลช้านาน มิใช่ว่ามีชั่วกาลนิดหน่อย’


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, ต้นฝ้าย, ชลนา ทิชากร

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6243
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 974



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #274 เมื่อ: 09, มกราคม, 2569, 09:04:05 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๓/๓) ประมวลธรรม : ๖๓.วีมังสกสูตร

(๕) จากนั้น ก็พิจารณาตรวจสอบตถาคตให้ยิ่งขึ้นไปว่า
‘ท่านภิกษุนี้มีชื่อเสียง มียศ ท่านมีโทษบางอย่างในโลกนี้บ้างหรือไม่’ เพราะภิกษุยังไม่มีโทษบางอย่างในโลกนี้ชั่วเวลาที่ตนยังไม่มีชื่อเสียง ยังไม่มียศ แต่เมื่อมีชื่อเสียง มียศแล้ว ก็จะมีโทษบางอย่างในโลกนี้
-> ภิกษุผู้ตรวจสอบ เมื่อพิจารณาตรวจสอบตถาคตนั้นอยู่ก็จะรู้อย่างนี้ว่า ‘ท่านภิกษุนี้มีชื่อเสียง มียศแล้ว (แต่) มิได้มีโทษบางอย่างในโลกนี้’
(๖) จากนั้น ก็พิจารณาตรวจสอบตถาคตให้ยิ่งขึ้นว่า
‘ท่านผู้นี้ไม่มีภัย มิใช่ผู้มีภัย ไม่เสพกามเพราะปราศจากราคะแล้ว เนื่องจากสิ้นราคะ’
-> เมื่อพิจารณาตรวจสอบตถาคตนั้นอยู่ก็จะรู้อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้ไม่มีภัย, มิใช่ผู้มีภัย, ไม่เสพกามเพราะปราศจากราคะแล้ว เนื่องจากสิ้นราคะ’
(๗) หากชนเหล่าอื่นจะพึงถามภิกษุนั้นว่า ‘ท่านมีอะไรเป็นเครื่องบ่งชี้ ที่เป็นเหตุให้ท่านกล่าวว่า ‘ท่านผู้นี้ไม่มีภัย มิใช่ผู้มีภัย ไม่เสพกามเพราะปราศจากราคะแล้วเนื่องจากสิ้นราคะ’
-> ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อจะตอบอย่างถูกต้อง ควรตอบอย่างนี้ว่า ‘จริงอย่างนั้น ท่านผู้นี้อยู่ในหมู่หรืออยู่ผู้เดียว จะไม่ดูหมิ่นหมู่ชนในที่นั้น ผู้ดำเนินไปดี ดำเนินไปชั่วสั่งสอนคณะ บางพวกติดอยู่ในอามิสในโลกนี้ และบางพวกไม่ติดอยู่ในอามิสในโลกนี้ เราได้สดับรับความข้อนี้มาในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า ‘เราเป็นผู้ไม่มีภัย มิใช่เป็นผู้มีภัย, เพราะปราศจากราคะแล้ว ไม่เสพกามเพราะปราศจากราคะแล้ว เนื่องจากสิ้นราคะ’
[ข] ทรงเปิดโอกาสให้สอบถามยิ่งขึ้น
ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้พิจารณาเหล่านั้น ภิกษุผู้พิจารณารูปหนึ่ง ควรสอบถามตถาคตต่อไปว่า
(๑) ‘ตถาคตมีธรรมที่จะพึงรู้แจ้งทางตาและทางหูอันเศร้าหมองหรือไม่’
-> ตถาคตเมื่อตอบก็จะพึงตอบอย่างนี้ว่า ‘ตถาคตมิได้มีธรรม
ที่จะพึงรู้แจ้งทางตาและทางหูอันเศร้าหมอง’
(๒) ควรสอบถามตถาคตให้ยิ่งขึ้นไปว่า ‘ตถาคตมีธรรมที่จะพึงรู้แจ้งทางตาและทางหูอันเจือกันหรือไม่’
-> ตถาคตเมื่อตอบก็จะพึงตอบอย่างนี้ว่า ‘ตถาคตมิได้มีธรรม
ที่จะพึงรู้แจ้งทางตาและทางหูอันเจือกัน’
(๓) ควรสอบถามตถาคตให้ยิ่งขึ้นไปว่า ‘ตถาคตมีธรรมที่จะพึงรู้แจ้งทางตาและทางหูอันผ่องแผ้วหรือไม่’
-> ตถาคตเมื่อตอบก็จะพึงตอบอย่างนี้ว่า ‘ตถาคตมีธรรมที่จะพึงรู้แจ้งทางตาและทางหูอันผ่องแผ้ว’ เราเป็นผู้มีธรรมที่ผ่องแผ้วนั้นเป็นทาง
เป็นที่โคจร เพราะเหตุนั้นเราจึงเป็นผู้ไม่มีตัณหา’
(๔) สาวกควรจะเข้าไปหาศาสดาผู้มีวาทะอย่างนี้เพื่อฟังธรรม ศาสดาก็จะแสดงธรรมที่สูงยิ่งขึ้นและประณีตยิ่งขึ้น ทั้งที่เป็นส่วนดำและส่วนขาวแก่สาวกนั้น
-> ศาสดาก็แสดงธรรมที่สูงยิ่งขึ้นและประณีตยิ่งขึ้น ทั้งที่เป็นส่วนดำและส่วนขาวแก่ภิกษุโดยประการใด ภิกษุนั้นรู้ยิ่งซึ่งธรรมบางอย่างในธรรมนั้นโดยประการนั้น ถึงความตกลงใจในธรรมทั้งหลาย ก็จะเลื่อมใสในศาสดาว่า ‘พระผู้มีพระภาคเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว’
~ ธรรมดำ (อกุศลกรรม) ควรละ
~ ธรรมขาว (กุศลกรรม) ควรเจริญให้มีขึ้น
(๕) หากชนเหล่าอื่นพึงสอบถามภิกษุนั้นอีกอย่างนี้ว่า ‘ท่านมีอะไรเป็นเครื่องบ่งชี้ที่เป็นเหตุให้ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ‘พระผู้มีพระภาคเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว’
-> ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นเมื่อจะตอบอย่างถูกต้องก็ควรตอบอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เราเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับเพื่อฟังธรรม พระผู้มีพระภาคก็ทรงแสดงธรรมที่สูงยิ่งขึ้นและประณีตยิ่งขึ้นทั้งที่เป็นส่วนดำ และส่วนขาวแก่เรานั้น เราก็รู้ยิ่งซึ่งธรรมบางอย่างในธรรมนั้น ก็จะเลื่อมใสในพระศาสดาว่า ‘พระผู้มีพระภาคเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีไว้แล้ว พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว’
(๖) ภิกษุทั้งหลาย ศรัทธาของบุคคลใดบุคคลหนึ่งตั้งมั่นแล้วในตถาคตมีมูล มีที่อาศัย ด้วยอาการเหล่านี้ ด้วยพยัญชนะเหล่านี้ ศรัทธานี้เรากล่าวว่ามีเหตุ มีทัสสนะเป็นมูลมั่นคง ซึ่งสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆในโลกไม่พึงให้หวั่นไหวได้
~ มีทัสสนะเป็นมูล = ในที่นี้หมายถึงมีโสดาปัตติมรรคเป็นมูลเหตุ
(๗) ภิกษุทั้งหลาย การตรวจสอบธรรมในตถาคต ย่อมมีอย่างนี้ ตถาคตเป็นผู้ที่ภิกษุพิจารณาตรวจสอบดีแล้วโดยธรรม อย่างนี้แล”
(๘) พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล
วีมังสกสูตรที่ ๗ จบ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ถ้าเขารักอยู่เฉยๆเขาก็รัก, ต้นฝ้าย, ลิตเติลเกิร์ล, หยาดฟ้า, ชลนา ทิชากร

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6243
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 974



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #275 เมื่อ: 10, มกราคม, 2569, 08:31:02 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม : ๖๔.โกสัมพิยสูตร (ว่าด้วยภิกษุชาวกรุงโกสัมพีวิวาทกัน)

สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙/โคลงสามสุภาพ

    ๑."อังคีรส"อรหันต์พระองค์ลุกรุณา
เหล่าสงฆ์,นิกรหนา.......................................อดุลย์

    ๒.บุญของชนเรียนธรรม............................ทรงนำสอนสั่งแท้
โอกาสลุธรรมแล้..........................................ห่างลี้ทุกข์ครัน

    ๓.พุทธ์เจ้าทรงศยะ"โฆสิตาฯ"ก็ขณะนั้น
มีสงฆ์วิวาทกัน..............................................เจาะเถียง

    ๔.มีสงฆ์เกรียงทูลแจง...............................แถลงพุทธ์องค์ทราบแท้
ทรงเรียกฃปหาแล้........................................สอบรู้ความจริง

    ๕.ทรงถามสงฆ์กรุณาและเมตตะฐิติดิ่ง
กาย,ใจ,วจียิ่ง...............................................ลุไหม   
   
    ๖.สงฆ์หลายไวกราบทูล............................มิจำรูญเช่นนั้น
ทรงตรัสวิวาทดั้น..........................................ไม่ย้ำในธรรม ปรองดอง

    ๗.ตรัสเรียก"โมฆะบุรุษ"จะก่อลิหิตะล้ำ
เกิดทุกข์กะตนหนำ.......................................จิรัง

    ๘.ตรัสดังเรียกสงฆ์มา................................"สาราณีย์ฯ"ระลึกล้น
มีหก,สงเคราะห์ท้น........................................ร่วมพร้อมสมาน

    ๙."หนึ่ง,พฤติกาย"กรุณาสิมั่นหทยะพาน
เมตตาลุยิ่งขาน.............................................เสมอ

   ๑๐.เออ"สองพูดจริง"หนา............................เมตตาปวงเพื่อนพ้อง
ทุกที่วจีซ้อง..................................................ต่อหน้าลับหลัง

   ๑๑."สาม,เมตตาหฤทัย"ซิมั่นหิตะพลัง
มองกันสิดีหวัง...............................................ละไม

   ๑๒."สี่"ไวมีของบิณฑ์...................................จินต์เจือจานแบ่งให้
มิเก็บคนเดียวใช้............................................ร่วมช้อยโดยธรรม

   ๑๓."ห้า"มีศีลบริสุทธิ์เสมอกะสขิล้ำ
พฤติตนสิดีหนำ..............................................วินัย

   ๑๔."หก"คิดไวประเสริฐ................................เลิศตัดทุกข์หมดทิ้ง
ประพฤติธรรมเคียงพริ้ง..................................เพื่อนแกล้วเสมอ

   ๑๕."สารานีย์ฯ"ก็พระธรรมมุชนลุปิยะเกลอ
เกื้อกูลประโยขน์เลอ......................................ลุหมาย

    ๑๖.เป็นธรรมคลายกิเลส............................เฉดไปไกลทุกข์พ้น
ธรรมที่ยอดนำด้น..........................................มุ่งสิ้นทุกข์หนา

    ๑๗.ความคิดอันประเสริฐก็ญาณเจาะอติกล้า
เจ็ดญาณลิทุกข์พา.........................................สลาย

    ๑๘.กรายญาณแรกสงฆ์ชาญ.......................ตรึกกรานกิเลสเร้า
"ราคะ,โกรธ,ฆาต,ซึม"เฝ้า................................"จิตฟุ้ง,สงสัย"

    ๑๙.ขวนขวายเรื่องลิกิเลสมิคิดกะภวใด
"โลกหน้า,วิวาท"ไหน.......................................มิงำ

    ๒๐.ทำสมถะ,วิปัสส์ฯ...................................ตัดกิเลสงำอยู่ล้น
จิตทราบความจริงพ้น.....................................กิเลสหุ้มหมดไส

    ๒๑."ญาณสอง"สงฆ์ประลุคิดกระทำสิพหุไว
ดับคลายกิเลสไกล.........................................สงบ

    ๒๒."ญานสาม"จบ"ทิฏฐิ,คิด"........................ชาญประชิดเลิศแท้
กิเลสวายมากแล้............................................จึ่งแคล้วนิกายไหน



รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, ชลนา ทิชากร, ลิตเติลเกิร์ล

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6243
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 974



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #276 เมื่อ: 11, มกราคม, 2569, 09:49:57 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๒/๔) ประมวลธรรม : ๖๔.โกสัมพิยสูตร

    ๒๓.ถึง"ญาณสี่"ลุอะบัติพระสงฆ์ตริภณะไซร้
เปิดเผยและทอนไว.........................................ระวัง

   ๒๔.ดัง"ปัญจญาณ"สงฆ์คิด...........................มีทิฉฐิทำกิจพร้อม
เพียรมั่น"ศีลฯ,จิตฯ"น้อม..................................เปี่ยมล้น"ปัญญา"

   ๒๕."ญาณที่หก"ก็พระสงฆ์เจาะยิ่งลุ"พละ"กล้า
จิตฟ้งพระธรรมหนา........................................พิจารณ์

    ๒๖."ญาณเจ็ด"มี"ทิฏฐิ,คิด"...........................สฤษดิ์"พละ"เด่นแท้
ทราบอรรถธรรมชัดแท้....................................ล่วงพร้อมเปรมปรีดิ์

    ๒๗.พุทธ์เจ้าตรัสนฤชนลุเจ็ดเจาะภวะชี้
โสดาฯเมลืองศรี..............................................นะเอย

    ๒๘.เผยสงฆ์หลายชมแล..............................แฉภาษิตประโยชน์ล้น
พึงมุ่งจดจำท้น................................................เร่งก้าวเพียรหนา ฯ|ะ

แสงประภัสสร

มจร. ๘. โกสัมพิยสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ https://share.google/WahQn1ApBFbPOOjwu

อังคีรส = แปลว่า “มีพระรัศมีเปล่งจากพระองค์” เป็นพระนามอย่างหนึ่ง ในบรรดาพระนามของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน หรือพระพุทธเจ้าพระองค์ใดก็ได้
โฆสิตาราม = ชื่อวัดสำคัญในกรุงโกสัมพี ครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยประทับหลายครั้ง เช่น คราวที่ภิกษุชาวโกสัมพีแตกกัน เป็นต้น
โมฆบุรุษ = คือบุคคลที่ว่างเปล่า ไม่มีแก่นสาร
(๑) ว่างเปล่าจากกุศลธรรมในขณะนั้น เพราะขณะนั้นเป็นอกุศลที่มีกำลัง
(๒) ว่างเปล่าจากความเห็นถูกคือเป็นผู้มีความเห็นผิด
(๓) ว่างเปล่าเพราะไม่มีอุปนิสัยที่จะได้บรรลุมรรคผลในชาตินั้น
(๔) ว่างเปล่าแม้จะมีอุปนิสัยจะได้บรรลุในชาตินั้นและท้ายที่สุดได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่ขณะนั้นเป็นอกุศลจึงว่างเปล่าจากการบรรลุในขณะนั้น ขณะนั้นก็ชื่อว่าเป็นโมฆบุรุษ
[ก] สาราณียธรรม ๖  = ธรรมเป็นเหตุให้ เป็นที่รัก, ระลึกถึงกัน, ทำให้เป็นที่เคารพ, เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน, เพื่อความไม่วิวาทกัน, เพื่อความสามัคคีกัน, เพื่อความเป็นอันเดียวกัน
~ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน = ความเป็นเอกภาพ ไม่ก่อความแตกแยก
สาราณียธรรม ๖ ประการ อะไรบ้าง
(๑) ตั้งมั่นเมตตากายกรรม ในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง
~ เมตตากายกรรม = กายกรรมที่พึงทำด้วยจิตประกอบด้วยเมตตา
(๒) ตั้งมั่นเมตตาวจีกรรม ในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง
~ เมตตาวจีกรรม = วจีกรรมที่พึงทำด้วยจิตที่เมตตา
(๓) ตั้งมั่นเมตตามโนกรรม ในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง
~เมตตามโนกรรม = มโนกรรมที่พึงทำด้วยจิตที่เมตตา
(๔) สาธารณโภคิตา = ได้ของสิ่งใดมาก็แบ่งปันกัน คือ เมื่อได้สิ่งใดมาโดยชอบธรรม แม้เป็นของเล็กน้อย ก็ไม่หวงไว้ผู้เดียว นำมาแบ่งปันเฉลี่ยเจือจาน ให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทั่วกัน
(๕) สีลสามัญญตา = มีศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ มีความประพฤติสุจริตดีงาม ถูกต้องตามระเบียบวินัย ไม่ทำตนให้เป็นที่น่ารังเกียจของหมู่คณะ
(๖) ทิฏฐิสามัญญตา = เป็นผู้มีทิฏฐิอันประเสริฐ เป็นนิยยานิกธรรม เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้ทำตาม เสมอกันกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง
~ นิยยานิกธรรม = คือ ธรรมที่ตัดมูลรากแห่งวัฏฏะ ทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ แล้วนำสัตว์ออกจากวัฏฏะ
-> ภิกษุทั้งหลาย สาราณียธรรม ๖ ประการนี้ ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ทิฏฐิอันไกลจากกิเลสที่เป็นข้าศึก เป็นนิยยานิกธรรม นำบุคคลผู้ทำตามนั้นออกไป เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เป็นธรรมชั้นยอดที่ยึดคุมสาราณียธรรม ๖ ประการนี้ไว้
-> ภิกษุทั้งหลาย ยอดอันเป็นส่วนสูงสุดเป็นที่ยึดคุมเรือนยอด แม้ฉันใด ทิฏฐิอันไกลจากกิเลสที่เป็นข้าศึก เป็นนิยยานิกธรรมนำบุคคลผู้ทำตามนั้นออกไป เพื่อ
ความสิ้นทุกข์โดยชอบนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นธรรมชั้นยอดที่ยึดคุมสาราณียธรรม ๖ ประการนี้ไว้


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, ชลนา ทิชากร, ลิตเติลเกิร์ล

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6243
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 974



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #277 เมื่อ: 12, มกราคม, 2569, 08:03:43 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๓/๔) ประมวลธรรม : ๖๔.โกสัมพิยสูตร

[ข] ทิฏฐิคือญาณของอริยสาวก ๗ ประการ
ทิฏฐิอันประเสริฐ เป็นนิยยานิกธรรม เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้ทำตามเสมอกัน = เป็นอย่างไร
(๑) ญาณที่ ๑ คือ
(๑.๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เรามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลส (กิเลสเป็นเครื่องครอบงำ) ใดครอบงำแล้ว ไม่พึงรู้เห็นตามความเป็นจริง ปริยุฏฐานกิเลสนั้นที่เรายังละไม่ได้ในภายในมีอยู่หรือ’
~ ปริยุฏฐานกิเลส = คือ กิเลสอย่างกลางที่กลุ้มรุมอยู่ในใจ ยังไม่ได้ก้าวล่วงออกมาทางกายวาจา ละได้ด้วยกุศลขั้นสมาธิ (สมถภาวนา)
(๑.๒) ถ้าภิกษุมีจิตถูกกามราคะครอบงำ ก็ชื่อว่ามีจิตถูกปริยุฏฐานกิเลสครอบงำแล้ว
(๑.๓) มีจิตถูกพยาบาทครอบงำ ก็ชื่อว่ามีจิตถูกปริยุฏฐานกิเลสครอบงำแล้ว
(๑.๔) มีจิตถูกถีนมิทธะครอบงำ ก็ชื่อว่ามีจิตถูกปริยุฏฐานกิเลสครอบงำแล้ว
(๑.๕) มีจิตถูกอุทธัจจกุกกุจจะครอบงำ ก็ชื่อว่ามีจิตถูกปริยุฏฐานกิเลสครอบงำแล้ว
(๑.๖) มีจิตถูกวิจิกิจฉาครอบงำ ก็ชื่อว่ามีจิตถูกปริยุฏฐานกิเลสครอบงำแล้ว
(๑.๗) มีความขวนขวายในการคิดเรื่องโลกนี้ ก็ชื่อว่ามีจิตถูกปริยุฏฐานกิเลสครอบงำแล้ว
(๑.๘) มีความขวนขวายในการคิดเรื่องโลกหน้า ก็ชื่อว่ามีจิตถูกปริยุฏฐานกิเลสครอบงำแล้ว
(๑.๙) ภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุบาดหมางกัน ทะเลาะวิวาทกัน ใช้หอกคือปากทิ่มแทงกันอยู่ ก็ชื่อว่ามีจิตถูกปริยุฏฐานกิเลสครอบงำแล้ว
(๑.๑๐) เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘เรามีจิตถูกปริยุฏฐานกิเลสใดครอบงำแล้ว ไม่พึงรู้เห็นตามความเป็นจริง ปริยุฏฐานกิเลสนั้นที่เรายังละไม่ได้ในภายใน มิได้มีเลย เราตั้งจิตไว้ดีแล้ว เพื่อตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย’
นี้คือญาณที่ ๑ ที่เป็นอริยะ เป็นโลกุตตระ ไม่ทั่วไปแก่ปุถุชนทั้งหลาย ซึ่งภิกษุนั้นบรรลุแล้ว
(๒) ญาณที่ ๒ คือ
อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งทิฏฐินี้ก็ได้ความสงบเฉพาะตน ก็ได้ความดับกิเลสเฉพาะตน'
นี้คือญาณที่ ๒ ที่เป็นอริยะ เป็นโลกุตตระ ไม่ทั่วไปแก่ปุถุชนทั้งหลาย
(๓) ญาณที่ ๓ คือ
(๓.๑) อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เรามีทิฏฐิเช่นใด สมณะหรือพราหมณ์อื่นนอกธรรมวินัยนี้ผู้มีทิฏฐิเช่นนั้นมีอยู่หรือ’
(๓.๒) อริยสาวกนั้น ก็รู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘เรามีทิฏฐิเช่นใด สมณะหรือพราหมณ์อื่นนอกธรรมวินัยนี้ ผู้มีทิฏฐิเช่นนั้นมิได้มี’
นี้คือญาณที่ ๓ ที่เป็นอริยะ เป็นโลกุตตระ ไม่ทั่วไปแก่ปุถุชนทั้งหลาย
(๔) ญาณที่ ๔ คือ
(๔.๑) อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีสภาพเช่นใด ถึงเราก็มีสภาพเช่นนั้น’
(๔.๒) ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีสภาพอย่างนี้ คือ การออกจากอาบัติเช่นใดย่อมปรากฏ อริยสาวกต้องอาบัติเช่นนั้นก็รีบแสดง เปิดเผย ทำให้ชัดเจน
(๔.๓) อาบัตินั้นในสำนักศาสดา หรือเพื่อนพรหมจารีที่เป็นวิญญูชนทั้งหลาย ครั้นแสดงเปิดเผย ทำให้ชัดเจนแล้วก็สำรวมระวังต่อไป
~เด็กอ่อนที่นอนหงาย มือหรือเท้าถูกถ่านไฟแล้ว ก็ชักมือหรือเท้ากลับทันที แม้ฉันใด บุคคลผู้มีทิฏฐิก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้มีสภาพอย่างนี้ คือการออกจากอาบัติเช่นใดย่อมปรากฏ
~อริยสาวกต้องอาบัติเช่นนั้น ก็รีบแสดง เปิดเผย ทำให้ชัดเจน อาบัตินั้นในสำนักศาสดา หรือเพื่อนพรหมจารีที่เป็นวิญญูชนทั้งหลาย ครั้นแสดง เปิดเผย ทำให้ชัดเจนแล้วก็สำรวมระวังต่อไป
~ อริยสาวกนั้น ก็รู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีสภาพเช่นใดถึงเราก็มีสภาพเช่นนั้น’
นี้คือญาณที่ ๔ ที่เป็นอริยะ เป็นโลกุตตระ ไม่ทั่วไปแก่ปุถุชนทั้งหลาย
(๕) ญาณที่ ๕ คือ
(๕.๑) อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีสภาพเช่นใด ถึงเราก็มีสภาพเช่นนั้น’
(๕.๒) บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีสภาพอย่างไร
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีสภาพอย่างนี้ คือ อริยสาวกมีความขวนขวายในกิจอะไร ทั้งน้อยใหญ่ที่ควรทำของเพื่อนพรหมจารีโดยแท้ ถึงอย่างนั้น ความปรารถนาอันแรงกล้าในอธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา ของอริยสาวกนั้นมีอยู่
->โคแม่ลูกอ่อน เล็มหญ้าพลางชำเลืองดูลูกไปพลาง แม้ฉันใด
บุคคลผู้มีทิฏฐิก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้มีสภาพอย่างนี
นี้คือญาณที่ ๕ ที่เป็นอริยะ เป็นโลกุตตระ ไม่ทั่วไปแก่ปุถุชนทั้งหลาย
~ สิกขาทั้ง ๓ = คือ อธิศีลสิกขา ๑, อธิจิตตสิกขา ๑, อธิปัญญาสิกขา ๑


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, ต้นฝ้าย, ชลนา ทิชากร, ลิตเติลเกิร์ล

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6243
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 974



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #278 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:34:21 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๔/๔) ประมวลธรรม : ๖๔.โกสัมพิยสูตร

-> อธิศีลสิกขา = สมาทานในสิกขาบททั้งหลาย; เป็นผู้มีศีล สำรวมในปาติโมกข์; ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร; เห็นภัยในโทษ
-> อธิจิตตสิกขา = อธิจิตตสิกขา คือ การฝึกฝนอบรมในด้านจิตใจและสมาธิขั้นสูงเป็นการฝึกฝนเพื่อพัฒนาสมรรถภาพของจิตให้มีคุณภาพสูง มีความตั้งมั่น (สมาธิ), มีพลัง, สงบ
-> อธิปัญญาสิกขา อธิปัญญาสิกขา คือ การฝึกฝนอบรมในด้านปัญญาและการเห็นแจ้งขั้นสูง เป็นผู้มีประกอบด้วยปัญญา อันให้ถึงความเกิดและความดับ อันประเสริฐ; ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์ โดยชอบ;
ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัด ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์; นี้ทุกขสมุทัย; นี้ทุกขนิโรธ; นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
(๖) ญาณที่ ๖ คือ
(๖.๑) อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีพละเช่นใด ถึงเราก็มีพละเช่นนั้น’
(๖.๒) บุคคลผู้มีทิฏฐินั้น เป็นผู้มีพละอย่างไร
(๖.๓) ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีพละอย่างนี้ คือ เมื่อบัณฑิตแสดงธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว อริยสาวกนั้น สนใจ ใส่ใจ กำหนดด้วยจิตทั้งปวงแล้วเงี่ยโสตฟังธรรม อริยสาวกนั้นก็รู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีพละเช่นใด ถึงเราก็มีพละเช่นนั้น’’
นี้คือญาณที่ ๖ ที่เป็นอริยะ เป็นโลกุตตระ ไม่ทั่วไปแก่ปุถุชนทั้งหลาย
(๗) ญาณที่ ๗ คือ
(๗.๑) อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีพละเช่นใด ถึงเราก็มีพละเช่นนั้น’
(๗.๒) บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีพละอย่างไร
(๗.๓) ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีพละอย่างนี้ คือ
-> เมื่อบัณฑิตแสดงธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว อริยสาวกนั้น ได้ความรู้แจ้งอรรถ ได้ความรู้แจ้งธรรม และได้ความปราโมทย์ในธรรม อริยสาวกนั้นก็รู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีพละเช่นใด ถึงเราก็มีพละเช่นนั้น’
นี้คือญาณที่ ๗ ที่เป็นอริยะ เป็นโลกุตตระ
ภิกษุทั้งหลาย = อริยสาวกประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้
ตรวจสอบสภาวธรรมดีแล้ว ด้วยการทำให้แจ้งโสดาปัตติผลอย่างนี้ อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยโสดาปัตติผลแล”
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล
โกสัมพิยสูตรที่ ๘ จบ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลิตเติลเกิร์ล, ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6243
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 974



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #279 เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:34:37 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม : ๖๕.พรหมนิมันตนิกสูตร (ว่าด้วยการเชื้อเชิญของพรหม)

ปมิตักขรฉันท์ ๑๒/ โคลงสามสุภาพ

    ๑.มนะน้อมประณต..............................อริยะจดอรหันต์
ประลุโพธิครัน.........................................ซิตนุด้วยอริย์สัจ

    ๒.พุทธ์องค์ชัดเมตตา...........................สอนสาวกมุ่งรู้
เผยแผ่ธรรมผองจู้....................................หลีกพ้นทุกข์ขาม

    ๓.ขณะพุทธเจ้า....................................ลุศยะเหย้า ณ อะราม
วร"เชตะฯ"คาม.........................................ริภณะแก่คณะสงฆ์

    ๔.ทรงพัก"อุกกัฏฐา"..............................ครา"พกพรหม"ชั่วช้า
คิดว่า"พรหมสถาน"หล้า.............................เที่ยงแท้แข็งแรง

    ๕.ฐิติคงซิชัด.........................................มิอุปบัติ,มรแจง
ทุขะเหตุแสดง...........................................จะมุสลัดก็มิมี

    ๖.พุทธ์องค์ดีดำริ...................................ตริทราบความคิดแล้
ของ"พกพรหม"แท้.....................................เสด็จยั้งโลกพรหม อันตรธาน

    ๗.พกพรหมเห็นพระองค์.........................ลุนิรบ่งทุขะเลย
วะสถานเหมาะเผย.....................................ริภวเที่ยงมิเกิด,ตาย

    ๘.สภาพกรายมิตาย,เกิด.........................เหตุทุกข์เพริดคลี่ไร้
ทรงกล่าวพรหมหลายไซร้..........................ถูกแล้"อวิชชา" ครอบงำ

    ๙."ภกพรหม"ตริเยี่ยง..............................จะฐิติเที่ยงจิรนา
เจาะวะแกร่งสิหนา......................................ซิปริวรรตก็จะขาน

    ๑๐.สัตว์ยลเกิด,ตายแล...........................แฉมิเห็นเด่นชี้
การสลัดทุกข์ลี้...........................................กล่าวไว้เชียวหนา มิมี

    ๑๑.ขณะมารสิวิ่ง....................................ศยนะสิงก็"พระปาฯ
มิติพรหมซิครา...........................................เพราะอติพรหมนิรมาณ

    ๑๒.พานกำเนิดโลกจร.............................บิดรสัตว์โลกหล้า
สัตว์เกิด,เตรียมเกิดกล้า..............................หยั่งรู้เหนือครัน
 
    ๑๓.จิรกาลสิท่าน.....................................สมณะกรานริติสรรค์
"พสุธา,ปวัน"...............................................ขยะแขยง"ชล และสิขี"

    ๑๔.มีติและเกลียดสัตว์............................ชัดติง,เกลียดเทพแท้
พรหม,เหล่าชนเหมือนแล้.............................ปลาตแล้วอบายพลัน

    ๑๕.ผิวะท่านจะเสริญ...............................เจาะรติเยินหฤหรรษ์
ภว"ดิน.."ประชัน..........................................มรณะแล้วสุขะเผย

    ๑๖.มารเอยทูลตถาคต............................จรดตามพรหมเท่านั้น
ผิฝ่าจะโทษดั้น............................................เปรียบได้พบพาน เหวลึก

    ๑๗.สิพระพุทธองค์..................................ริภณะตรงมทะมาร
พละท่านเจาะขาน.......................................ซิอภิเหนือกะพระพรหม

    ๑๘.สมคงคิดเหมือนกัน............................เราจะครันอยู่ด้อย
หาอยู่ในมือคล้อย.......................................ห่อนใต้มารสิง

    ๑๙.พกพรหมสิกล่าว................................เจาะวทะฉาวระดะสิ่ง
ฐิติเที่ยงเพราะจริง.......................................และจิรยืนสุนิรันดร์

    ๒๐.ครันพรหมพูดแจงสัตว์.......................ชัดเกิด,ตาย,แก่ไร้
จะไม่มีแลไซร้.............................................แน่แท้พรหมสถาน

    ๒๑.ผิสถานฉะนี้.......................................ก็ทุขะชี้นิรพาน
ก็มิต้องประหาร...........................................สละขจัดทุขะเลย

    ๒๒.พรหมเปรยถามพุทธ์องค์....................สมณะคงรอบรู้
ชีพท่านยืนยาวจู้..........................................ล่วงแล้วเพียงไร


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 17 18 [19]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.227 วินาที กับ 136 คำสั่ง
กำลังโหลด...