Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
หน้า: 1 ... 29 30 [31]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา  (อ่าน 311783 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8042
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1335



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #450 เมื่อ: 21, กันยายน, 2569, 06:05:53 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๗/๒๗)

    ๑๐๒."คราปัญญาต่ำแล้"...............................รักษ์ตน บ แล
ไกลบาปกรรมผจญ.........................................ไม่ได้
อริย์สัจไกลยล................................................หาทราบ
"พาล"เสื่อมลงแล้วไซร้....................................เหตุแฉ

    ๑๐๓.เจ็ด"มานะ"ถือตนเดช..........................ภวกิเลสละเอียดชัดแล
 มัดสัตว์ซิวนวัฏแล้...........................................อริยมรรคจะนำออกไข

    ๑๐๔.ไว"มานะ"กิเลสไซร้..............................ถือตน เปรียบเขา
"ดีกว่า,เสมอยล...............................................ต่ำแท้"
"มานะอติ"ดล..................................................มีจัด หยามเขา
ยึดอัตตาแกล้วแล้............................................เก่งหนา

    ๑๐๕."โอมานะ"หมิ่นตนเฝ้า...........................มิทยะเท่ากะเขาเลยนา
"มานาติมาฯ"หยิ่งพา........................................ประลุกระด้างจะข่มเขาเลย

    ๑๐๖.เปรยความหลงผิดแท้.........................."อธิมา- นะ"แล
คิดว่าลุธรรมหนา.............................................ยิ่งชั้น
อริยะจบพา.....................................................สูงเลิศ อรหันต์
ปุถุชนอ้างนั้น..................................................ผิดแฉ

    ๑๐๗.คิด"อัสมีมาฯ"ยล..................................ก็สกะตนซิมีอยู่แล
ยึดติดกะขันธ์ห้าแล้.........................................จะประลุเป็นซิตนของตน

     ๑๐๘.ยลถือตัวผิดแล้..................................."มิจฉา- มานะ"
ยึดชื่อ,ลาภ,ยศหนา..........................................มั่นแท้
พูดเท็จเก่งคณา...............................................สามารถ ทางเลว
อาชีพตนกล้าแล้..............................................ชั่วหนา

    ๑๐๙.ธรรมหมวดละแปดแจกสิ่ง....................เจาะประลุดิ่งซิเศร้าหมองครา
เป็นดั่งกิเลสร้อนกล้า........................................และหฤทัยสะสมเก็บไว้นาน

    ๑๑๐.พานโลภ,หลง,โกรธพร้อม......................ถือตน "มานะ"
เห็นผิด"ทิฏฐิ"ยล..............................................."จิตท้อ"
"วิจิกิจฉา"ดล....................................................สนเท่ห์ สงสัย
"อุทธัจฯ"จิตฟุ้งป้อ.............................................ไม่คง

    ๑๑๑.เหตุแปดสิเกียจคร้านนี้..........................ภว"กุสีตวัตฯ"เฉื่อยบ่ง
"เหนื่อยงานก็พักตรง"........................................"เจาะทุรกายก็ขอนอน"แฉ

    ๑๑๒.แล"เดินทางยากแค้น.............................ขอนอน
"รีบแต่เดินทางจร".............................................หนักแท้
"บิณฑบาตรตะลอน...........................................ภัตขาด ขอนอน
"คราภัตมากอ้างแปล้..........................................หลับเผย

    ๑๑๓.สงฆ์เกิดลุอาพาธคราง............................จะอุตุอ้างซิขอพักเอ่ย
หายไข้ก็คิดไม่นานเลย.......................................เจาะภวเพลียก็ขอนอนหนา

    ๑๑๔.คราพักนอนบ่อยครั้ง...............................ขาดเพียร ภาวนา
มิเริ่มเสียทีเรียน..................................................ใฝ่รู้
มิบรรลุธรรมเถียร...............................................โอกาส หมดเฮย
อุปสรรคความคร้านสู้..........................................โชคสลาย

    ๑๑๕.จิตไหวกระทบโลก์ธรรม..........................เจาะภวนำสิแปดเกิดกราย
ยินดี,มิชอบใจฉาย..............................................ริ"สติ"รู้จะดับวายไป

  ๑๑๖.ไว"ยินดี,ลาภ"พร้อม..................................ติดหลง หาคง
"ลาภเสื่อม"สินทรัพย์ปลง....................................จิตเศร้า
"ยินดียศ"ศักดิ์ทรง.............................................."ยศถอด"เสียใจ
"เสริญ,ชอบใจ"แท้เร้า..........................................ชื่นใจ

    ๑๑๗."ยินดีสิฟังนินทา".....................................วจนะกล้าซิใส่ร้ายใคร
ได้ร่วมและบันเทิงไซร้.........................................พหุกิเลสสนุกเห็นงาม

     ๑๑๘."ความยินดีสุขน้อม"................................เห็นเขา สุขพาน
พลอยอิ่มเอมใจเพรา...........................................ร่วมด้วย
"ขัดเคือง,ทุกข์"เกิดเนา........................................จิตวุ่น พึงคิด
คอยแน่ดับไซร้ม้วย.............................................หมดปลง


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ข้าวหอม, ต้นฝ้าย, ลิตเติลเกิร์ล, ถ้าเขารักอยู่เฉยๆเขาก็รัก

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8042
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1335



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #451 เมื่อ: 22, กันยายน, 2569, 08:21:13 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๘/๒๗)

    ๑๑๙."มิจฉัตตะ"ความเห็นผิด...................เจาะภวคิดซิผิดแปดหลง
ข้อวัตรมนุษย์ชีวิตตรง.................................จะปฏิบัติประจำวันแล

    ๑๒๐.แฉ"มิจฉาทิฏฐ์ฯ"พร้อม.....................คิดหนา ผิดเอย
มิเชื่อบาป,บุญพา.........................................วิบากแท้
ปฏิเสธกรรมครา..........................................ทำชั่ว บ ผล
มองโลกผิดเพี้ยนแล้.....................................ว่าสูญ

    ๑๒๑."สังกัปปะ"นึกผิดมัว...........................ลุหินะชั่วกระทำสมบูรณ์
ชอบกามคุณ,ฆาต,เบียนพูน...........................จะภิทะเขาทลายแหลกราญ

    ๑๒๒.กรานคำพูดชั่วย้อม............................"มิจฉา- วาจา"
เท็จ,ส่อเสียด,ยุ,พา.........................................วิวาทแท้
พูดคำหยาบแรงหนา.......................................รุมด่า เขาเจ็บ
คิดพูดเหลวเพ้อแล้..........................................ไม่ควร

    ๑๒๓."กัมมันตะมิจฉา"งานผิด.......................ลุทุจริตประพฤติกายซวน
ฆ่าสัตว์,ขโมยทรัพย์ตรวน................................ประลุละเมิดสตรีเขาหนา

    ๑๒๔.ครา"อาชีวะมิจฯ"ร้อน...........................ผิดแล หลอกลวง
อาชีพโกง,เอาเปรียบแฉ...................................ประโยชน์แปล้
ขายสัตว์ที่ฆาตแป............................................ยาพิษ เสพย์ติด
ขายมนุษย์ด้วยแล้............................................หลอกเขา

    ๑๒๕."วายามะมิจฉา"เพียรด้น........................เจาะอกุศลริบาปไม่เบา
จิตใจสิใฝ่ชั่วเงา................................................ลุคติทุกข์มิมีเลือนหาย

    ๑๒๖.กรายรำลึกผิดแล้ว................................."มิจฉา-สติ"
นึกเรื่องอกุศลหนา.............................................บ่อยแท้
ตาม"โลภ,โกรธ,หลง"พา.....................................กำหนัด
มิตรึกทุกข์พ้นแล้...............................................ห่างไส

    ๑๒๗."มิจฉาสมาธิ์"มั่นผิด................................เจาะประลุชิดสมาธิ์ได้
หวังผลสิฤทธิ์ฆาตไซร้.......................................ซิลุประโยชน์กะตนเองหนา

     ๑๒๘.คราหมวดแจงเริ่มเก้า............................พิฆาตแล กับเขา
"อาฆาตวัตถุ"แฉ................................................เรื่องน้อม
"ทำตนเจ็บ"มิแปร..............................................."ทำกับ คนรัก"
"คนที่เกลียด"ได้พร้อม.......................................ประโยชน์แฉ

    ๑๒๙."ทั้งตนกะคนที่รัก"..................................และนรปักซิ"เกลียด"เขาแล
สามกาลอดีตรวมแน่..........................................ปะขณะนี้และกาลหน้าเผย

    ๑๓๐.เปรยอาฆาตเกิดแล้ว..............................เสียหาย กับเรา
"ขณะจักทำฉาย"...............................................ภาคหน้า
คนรักถูกทำลาย................................................ฆาตเกิด สามกาล
จึงคิดโกรธแค้นกล้า...........................................ยิ่งเผย

    ๑๓๑.ปรุงแต่งเจาะมี,ไม่มี..............................ลุภวชี้กะสัญญาทรง
ภพ"เนวสัญญาฯ"บ่ง.........................................ลุ ณ อรูปภพสุดแฉ

    ๑๓๒.แลจิตปรุงแต่งแท้.................................ยึดตน สังขาร
"จิตแต่งเรามี"ยล..............................................เด่นแท้
"เราเป็น"แน่ขันธ์ดล..........................................ทุกสิ่ง ตัวเรา
ปรุงว่าขันธ์นี้แล้................................................จุ่งเป็น

    ๑๓๓.อาฆาตสิเกิดผู้นี้....................................ลุหิตะชี้กะชนเกลียดเอ่ย
ทั้งกาลอดีต,กาลหน้าเอย...................................และขณะปัจจุบันแน่ยล

    ๑๓๔.แลมี"แสวง"เกิดแล้ว..............................."ลาโภ" จึงมี
"วินิจฉัย"ตรองโข..............................................อุบัติแท้
"ฉันทะฯ"จ่อจดโต..............................................ตามติด
เกิดคลั่งหลงคลุ้มแล้..........................................สิ่งมัว

    ๑๓๕.ยินดีลุจ่อหวงแหน..................................เจาะธุวะแน่นซิของตนรัว
จึงเกิดตระหนี่เหนียวกลัว....................................จะมิบิให้กะใคร
ได้เอย


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ถ้าเขารักอยู่เฉยๆเขาก็รัก

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8042
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1335



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #452 เมื่อ: 22, กันยายน, 2569, 01:42:37 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๙/๒๗)

    ๑๓๖.เปรยจำเก็บปกป้อง.......................รักษา เพราะเหนียว
สินทรัพย์เก็บดีหนา...................................ปิดแล้ว
เพราะเก็บรักษ์เกิดพา................................ทะเลาะแบ่ง สินแล
เหตุ"อยาก"แลร้อนแกล้ว............................แย่งผลาม

    ๑๓๗.จิตไหวกิเลส"อยาก"ครัน.................ลุนว"อัญชิตาฯ"หวั่นตาม
มีทิฏฐิคิดผิดลาม........................................หทยะเอียงกะอัตตาตน

     ๑๓๘.ยล"อัญชิฯ"หวั่นแท้........................"เรามี อัตตา"
ไหวหวั่น"เราเป็น"ดี.....................................นั่นโน้น
"เราเป็น"สภาพลี........................................เจาะแน่น
อาจเกิด,คงหน้าโพ้น...................................ภพไกล

    ๑๓๙.ความหวั่นสิเกิดเป็นสัตว์..................ลุภวชัดซิมี"รูป"ไว
หวั่นเกิด"อรูป์ภูมิ"ไซร้.................................เจาะนิร"รูป"จะเห็นได้หนา

    ๑๔๐.คราจิตไหวหวั่นแล้..........................เกิดใน ภูมิแล
เป็นภพมี"จำ"ไว...........................................แน่แล้ว
จิตเราจักเกิดไกล........................................ภูมิไป่ สัญญา
"จำ"ไม่มีไซร้แคล้ว......................................."รูป"คง

    ๑๔๑.จิตหวั่นจะเป็นสัตว์ครัน....................เจาะภว"สัญญะ"ไป่มีส่ง
ถึงภูมิ"อรูป์พรหม"ยง...................................ประลุระดับซิสูงสุดแฉ

    ๑๔๒.แลกระวนวุ่นดิ้น...............................กระวายใจ "ผันทิตะ"
อำนาจกิเลสไว............................................กอปรเก้า
ยึดตนมั่นถือใน............................................พันผูก ขันธ์แล
ตนดั่งขันธ์แท้เฝ้า"........................................ไม่ผัน

    ๑๔๓."ดิ้นรนและปรุงแต่งเนา.....................ก็ภวเราสิมีจริง"ยัน
"ดิ้นรนวะเป็นเรา"ดั้น....................................ประลุสถานะที่เป็นหนา

    ๑๔๔."ถึงครายึดสิ่งนั้น..............................เป็นตน ตัวเอง"
"ทุรนจักอยากมียล.......................................ภาคหน้า"
"อยากเกิดเด่นสัตว์ดล..................................มีรูป" รูปพรหม
"เกิดดั่งสัตว์แกล้วกล้า..................................อรูปฯ"เผย

    ๑๔๕."ดิ้นรนเจาะเกิดในภพ........................ก็ภวครบกะสัญญา"เอย
"ดิ้นรนจะอยู่ภพเอ่ย......................................ลุอนะสัญญะ"จำ,คิดแฉ

    ๑๔๖.แลทุรน"เกิดแท้.................................อยากหนา อรูปภพ"
สภาพจำ,สัญญา...........................................กึ่งแล้
"มีกับไม่มี"พา................................................ไปสู่ เนวสัญฯ
เป็นภพรูปไร้แท้.............................................สุดแฉ

    ๑๔๗.ปรุงแต่ง"ปปัญฯ"เนิ่นช้า......................ปะทุเพราะว่ากิเลสผูกแล
"อยาก,มานะ"เห็นผิดแท้.................................หทยะห่างพระนิพพานหนา

     ๑๔๘.ครา"จิตปรุงแต่งพร้อม.......................เรามี" คิดผิด
"ปรุงแต่งเป็นเรา"ดี.........................................ยึดแล้ว
"เบญจ์ขันธ์แน่เรา"พี.......................................แจงบ่ง
"ปรุงต่อมี"แท้แกล้ว.........................................ต่อไป

    ๑๔๙.ปรุงแต่งจะเกิดเป็นสัตว์.......................ลุภวชัดเจาะรูปขันธ์ไว
"ภายหน้าตริไร้รูปไกล.....................................ลุ ณ อรูปภพ"คงเผย

    ๑๕๐.ปรุงเคยเป็นสัตว์ไร้..............................สัญญา อนาคต
มีคิดจำเชียวหนา.............................................เปี่ยมล้น
"อนาคตเกิดมา................................................จะจ่อ อสัญญีฯ"
จำ,คิดแลไร้พ้น................................................"รูป"คง

    ๑๕๑.ปรุงแต่งเจาะมี,ไม่มี..............................ลุภวชี้กะสัญญาทรง
ภพ"เนวสัญญาฯ"บ่ง.........................................ลุ ณ อรูปภพสุดแฉ

    ๑๕๒.แลจิตปรุงแต่งแท้.................................ยึดตน สังขาร
"จิตแต่งเรามี"ยล..............................................เด่นแท้
"เราเป็น"แน่ขันธ์ดล..........................................ทุกสิ่ง ตัวเรา
ปรุงว่าขันธ์นี้แล้................................................จุ่งเป็น


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม, ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ถ้าเขารักอยู่เฉยๆเขาก็รัก

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8042
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1335



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #453 เมื่อ: 23, กันยายน, 2569, 07:17:14 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๑๐/๒๗)

    ๑๕๓."ปรุงแต่งวะจักมีจ่อ......................จะประลุต่ออนาคต"เด่น
"ปรุงแต่งวะเกิดดังเช่น.............................เจาะภวสัตว์ซิมีรูป"หนา

    ๑๕๔ "คราจิตปรุงแต่งน้อม...................เกิดคง อรูปภพ"
"ขอมุ่งมีจำตรง........................................คิดได้"
"ขอเกิดไป่คิดยง.....................................เกิดห่าง สัญญา"
"มีคิดหรือไร้ไซร้".....................................ไม่ขาน

    ๑๕๕.ธรรมหมวดประเภทสิบเดช............ปะทุกิเลสซิก่อเศร้าพาน
สิ่งก่อหทัยหมองผลาญ.............................เพราะนฤชนซิร้อนใจกาย

    ๑๕๖.ฉาย"กิเลสวัตฯ"สิบพร้อม...............หทัยหมอง
"โลภ,โกรธ,หลง,ซึม"ครอง.........................ซ่านฟุ้ง
"เห็นผิด,สงสัย"ตรอง.................................มาดหยิ่ง, อหิริกะ"
"อโนตฯ"กลัวไร้สะดุ้ง.................................พินาศไข

    ๑๕๗.ทำชั่วสิสิบทางยล..........................เจาะอกุศลวจี,กาย,ใจ
"ฆ่า,เท็จ,ขโมย,ฆาต"ไว..............................."วจนะหยาบกะส่อเสียด"เผย

     ๑๕๘.เปรยกามฯละเมิดพร้อม.................ในกาม
"สัมผัปปลาฯ"พูดผลาม...............................พล่ามจ้อ
"อภิชฌา"โลภอยากลาม.............................เกิดอยาก ของเขา
เห็นผิดธรรมล้วนคล้อ.................................เสื่อมแฉ

    ๑๕๙.สังโยชน์กิเลสกักสัตว์.....................ศยณะวัฏฏะสงสารแล
"กามราคสังโยชน์".....................................ลุรติเพลินกะตา,หู..เผย

    ๑๖๐.เปรยขัดเคืองยิ่งแล้ว.......................ในใจ "ปฏิฆะ"
"มานะฯ"ถือตนไว........................................จิตล้ำ
"ทิฏฐิ"ผิดยึดไกล........................................โลกเที่ยง  มิคลาด
"พิศวงธรรม"แย้งย้ำ....................................ห่อนพัฒนา

    ๑๖๑."สีลัพพะฯงมงายพรต".....................จะมิจรดพระธรรมเทิดกล้า
"รัดสัตว์ประกบภพหล้า................................ก็ภวราคสังโยชน์"เผย

    ๑๖๒.เปรย"อิสสาฯ"เกิดแล้.......................อิจฉา
"เหนียวแน่น,มัจฉะฯ"หนา.............................ตระหนี่น้อม
"อวิชชาฯ"บ่งหลงพา....................................มิทราบ ความจริง
"อริยสัจ"แจ้งพร้อม......................................จึ่งงม

    ๑๖๓."มิจฉัตตะ"ธรรมสิบผิด.....................นรมิชิดกะมรรคผลชม
พลาดจากพระนิพพานสม............................จะอุปบัติและเวียนวัฏนาน

    ๑๖๔.กราน"มิจฉาทิฏฐิ"ไซร้......................เห็นธรรม ผิดทาง
มิเชื่อบุญ,บาปนำ..........................................จิตแย้ง
"มิจสังกัปปะฯ"คำ.........................................ผิดแน่ว ดำริ
คิดมุ่งเบียนร้ายแกล้ง....................................ฆาตเขา

    ๑๖๕."มิจฉาวจีฯ"ถ้อยผิด...........................วจนะติดสิ"เท็จ,หยาบ"เนา
"ส่อเสียดและเพ้อเจ้อ"เมา..............................จะนิรใครซิเคารพหนา

    ๑๖๖.คราพฤติกายชั่วไซร้........................."มิจฉา- กัมมันตะ"
"พาลฆ่า,ผิดกาม"หนา..................................."ทรัพย์ปล้น"
"อาชีวะมิจฯ"พา............................................อาชีพ ผิดธรรม
อาวุธ,มนุษย์ค้าด้น........................................สัตว์ขาย

    ๑๖๗."วายามะมิจฉา"ผิด............................พิริยะบิดเพราะพฤติชั่วกราย
มิได้กุศลผลฉาย...........................................เพราะประลุใฝ่ซิทางผิดแล

     ๑๖๘.แฉรำลึกผิดแท้................................."มิจฉา- สติ"
ระลึกอกุศลพา..............................................วิบัติแล้ว
"สมาธิ์มิจฯ"จิตถลา........................................มิมั่น กุศล
กลับมั่นบาปด้อยแคล้ว...................................พลาดเผย

    ๑๖๙.รู้ผิดเพราะ"มิจฉาญาณ".....................จะมิพะพานกะความจริงเลย
เขัาใจสิคลาดเคลื่นเอย..................................มิประลุทางซิหลุดพ้นแฉ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ถ้าเขารักอยู่เฉยๆเขาก็รัก

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8042
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1335



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #454 เมื่อ: 23, กันยายน, 2569, 04:20:38 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๑๑/๒๗)

    ๑๗๐.แลเข้าใจผิดไซร้........................."มิจฉา- วิมุตติ"
ตนวิมุตติ์จบนา.......................................หลุดพ้น
เป็นเพียงชั่วคราวหนา.............................กิเลสอยู่ มีเหลือ
จิตจ่อกิเลสต้องด้น.................................ถูกทาง

    ๑๗๑."สิบวัตถุมิจฉาทิฏฐ์"....................ก็ประลุคิดซิบิดเบือนพลาง
คิดชั่วมโนกรรมกร่าง..............................เจาะทุษะยิ่งเจริญไร้หนา

    ๑๗๒.ครา"ทาน"ชนจ่อให้.....................มิมี ผลบุญ
การแบ่งปันมิดี........................................ประโยชน์ไร้
"บูชาไม่เกิดผล"พี...................................พระไตรรัตน์
หรือสิ่งใดร้างไซร้...................................ตอบแทน

    ๑๗๓."สักการะ,บวงสรวง"ยล.................จะนิรผลอะไรเป็นแก่น
เห็นว่าประโยชน์แร้นแค้น.........................มรณะแล้วก็สูญเปล่าเผย

    ๑๗๔ เปรยกรรมวิบากพร้อม..................ปราศแล
ผลชั่ว,ดีปลาตแฉ.....................................กฏไร้
"ปฏิเสธการแปร.......................................ตายเกิด เวียนวน"
เห็นว่าโลกนี้ไซร้.......................................ไป่มี

    ๑๗๕.โลกหน้ามิมี,ตายแล้ว.....................จะภวแคล้วมิเกิดอีกชี้
ตายแล้วก็สูญไปดี....................................เพราะอนะภพจะไปเกิดแฉ

    ๑๗๖.แล"ปฏิเสธไซร้..............................พระคุณ  มารดา"
จิตไม่แทนคุณอดุลย์.................................ยิ่งหล้า
"บิดาปราศคุณ"หนุน..................................กรรมชั่ว
จิตคิดผิดแท้กล้า.......................................บาปทุรน

    ๑๗๗.สัตว์"โอปะปาฯ"หลังตาย................จะอนะกรายเจาะผุดเกิดยล
ตายแล้วมิเกิดอีกผล..................................ลุปฏิเสธกับความจริงแล

     ๑๗๘.แฉคิดผิดว่าผู้...............................ลุธรรม สูงสุด
จบแน่วเพราะตนนำ....................................โลกนี้
ยังประกาศชนทราบหนำ............................หาไม่ มีแล
จึงคิดผิดแล้วชี้...........................................พลาดเอย

    ๑๗๙."สิบอันตคาฯ"เห็นสุด.......................จะประลุรุดสิสองข้างเอ่ย
เกี่ยวโลกและอัตตาเผย..............................เจาะภวโลกวะเที่ยง,สูญหนา

    ๑๘๐.คราครรลองเรื่องนี้.........................พุทธ์องค์ มิทาย
เพราะห่อนประโยชน์ตรง............................จุ่งเว้น
บ ทางดับทุกข์ปลง.....................................ลุวิมุตติ
เพียรมุ่งธรรมแท้เฟ้น..................................ยิ่งเผย

    ๑๘๑."เห็นโลกและอัตตาเที่ยง"................ลุฐิติเกรียงตลอดไปเอย
เรียก"ทิฏฐิมิจฉา"เอ่ย..................................ภวมิเที่ยงอนิจจังแฉ

    ๑๘๒.แล"โลกมิเที่ยงแท้...........................ชีวา มิคง"
มีแตกสลายสูญหนา...................................หมดไร้
"เห็นโลกว่าสุด"ครา....................................มีเขต" จำกัด
"โลกไม่สุดกว้างไซร้"..................................จุ่งขยาย

    ๑๘๓.เห็น"ชีวะชีพอย่างเดียวชี้.................วทะ",สรีระ"ตัวร่างกาย
เกิดดับสิพร้อมกันฉาย.................................จะอนะมีซิวิญญาณแฉ

    ๑๘๔.แลคิดเห็นชีพแล้.............................สรีระ,กาย แยกกัน
กายเมื่อตายก็สลาย....................................หมดถ้วน
วิญญาณ,ชีพคงฉาย....................................ไปต่อ
เห็นผิดขันธ์ห้าล้วน......................................แตกผอง

    ๑๘๕.เห็นว่าสิ"หลังตายชัด........................จะอุปบัติซิอัตตา"ครอง
ตัวตนเจาะเที่ยงแท้จอง................................จะจระเวียนและเกิดอีกหนา

    ๑๘๖.ครา"หลังตายคิดแล้.........................ตัวตน มิเกิด"
คิดว่าขาดสูญยล.........................................แน่แล้ว
"ความเห็นว่าตายผล....................................ตนแน่ มีเกิด"
"แลไม่เกิด"คล้อยแคล้ว................................หลากสอง


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8042
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1335



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #455 เมื่อ: 24, กันยายน, 2569, 08:53:12 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (๑๒/๒๗)

    ๑๘๗.เห็นว่าสิอัตตา,ตน...........................มรณะยล,จะเกิดอีกจอง
หรือว่ามิเกิดอีกครอง..................................มิภณะกล่าวซิได้เลยเผย

     ๑๘๘.เปรยความคิดซ่านแปล้..................."ตัณหา- วิจริต"
จิตท่อง"อยาก"ไปครา.................................เปี่ยมท้น
"กามตัณฯ"มุ่งอยากหนา..............................อยากยิ่ง "ภูวตัณฯ"
"มิอยากภพ"แล้วพ้น....................................."อยาก"สาม

    ๑๘๙.อยากสามเจาะหกใน"อา-.................ยตนะ"หนาจมูก,ตา..ตาม
รวม"อยาก"เจาะสิบแปดลาม........................ลุจระท่อง ณ ภายในหนา

    ๑๙๐.พา"อยากสาม"จ่อไซร้......................นอกแล อายตนะ
รูป,รส,เสียง..หกแฉ......................................"อยาก"ล้วน
รวมสิบแปดนอกแปร....................................เกิดร่วม ใน-นอก
สามสิบหกไซร้ถ้วน......................................อยากผอง

    ๑๙๑.สามสิบและหกเรียกชิด....................ลุวิจริตปะตัณหาครอง
กาลสามอดีต,หน้าจอง.................................และขณะนี้,จะคูณเพิ่มหนา

    ๑๙๒.คราแปดกับหนึ่งร้อย........................ตัณหา ขยายแล
พระพุทธองค์เปรียบหนา..............................ข่ายแท้
อารมณ์เที่ยวจรพา.......................................ณ โลก กักสัตว์
ตกอบายดิ้นแล้............................................สุดหนี

    ๑๙๓.พุทธ์เจ้าเจาะ"หกสิบสอง".................ก็ภวส่อกะเห็นผิดชี้
เปรียบทิฏฐิข่ายดักรี่....................................จะเกาะมนุษย์มินิพพานไข

    ๑๙๔.ไกลอดีตทิฏฐ์ฯพร้อม.......................มีครา สิบแปด
"มีสี่,โลก,ตน"หนา........................................เที่ยงแท้
"โลก,ตนส่อปนนา........................................รวมสี่
"เห็นว่าเหลวเพ้อ"แล้....................................สี่แฉ

    ๑๙๕."เห็นโลกสิเขตจำกัด".......................ฤ อนะชิด"มิมีเขต"แล
"อัตตาและโลกเกิด"แน่................................จะนิรมีเหตุปัจจัย

    ๑๙๖.ไกลทิฏฐิภาคหน้า............................รวมแล สี่สิบสี่
ตายแน่วมี"จำ"ดี...........................................แน่แล้ว
"หลังตายไปจำพี"........................................อีกพวก มี,มิมี
มิกล่าว"จำ"ได้แคล้ว.....................................เรียกหา

    ๑๙๗.เห็นว่าสิตายขาดสูญ........................จะมิพิบูลย์และเกิดอีกนา
เห็นว่าซินิพานหนา.......................................จะประลุฌานและเสพกามเอย

     ๑๙๘.เปรยพุทธ์องค์บ่งชี้.........................."ทิฏฐิ"พา เห็นผิด
เพราะมั่น"ผัสสะ"หนา...................................กระทบแล้ว
"เวทนาเกิด"ทราบครา..................................ทุกข์,สุข อารมณ์
พึงดับตัวรู้แคล้ว...........................................กิเลสผลาญ ฯ|ะ

แสงประภัสสร

โปรแกรมพระไตรปิฎกออนไลน์ : ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๕ หน้า ๕๓๔ - ๕๔๕ https://share.google/qHKqUeILpsPnrmvYT

[๑] เอกกมาติกา
(๑) ชาติมทะ = ความเมาเพราะอาศัยชาติ
(๒) โคตตมทะ = ความเมาเพราะอาศัยโคตร
(๓) อาโรคยมทะ = ความเมาในความไม่มีโรค
(๔) โยพพนมทะ = ความเมาในความเป็นหนุ่มสาว
(๕) ชีวิตมทะ = ความเมาในชีวิต
(๖) ลาภมทะ = ความเมาในลาภ
(๗) สักการมทะ = ความเมาในสักการะ
(๘) ครุการมทะ = ความเมาในความเคารพ
(๙) ปุเรกขารมทะ = ความเมาในความเป็นหัวหน้า
(๑๐) ปริวารมทะ = ความเมาในบริวาร
(๑๑) โภคมทะ = ความเมาในโภคสมบัติโภคมทะ = ความเมาในโภคสมบัติ
(๑๒) วัณณมทะ = ความเมาเพราะอาศัยผิวพรรณและคุณความดี
(๑๓) สุตมทะ = ความเมาในการการสดับตรับฟัง
(๑๔) ปฏิภาณมทะ = ความเมาในปฏิภาณ
(๑๕) รัตตัญญูมทะ = ความเมาในความเป็นผู้รัตตัญญ
(๑๖) ปิณฑปาติกมทะ = ความเมาในการถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), กรกันต์, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8042
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1335



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #456 เมื่อ: 24, กันยายน, 2569, 07:17:13 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๑๓/๒๗)

(๑๗) อนวัญญาตมทะ = ความเมาเพราะไม่ถูกใครดูหมิ่น
(๑๘) อิริยาปถมทะ = ความเมาในอิริยาบถ
(๑๙) อิทธิมทะ ความเมาในฤทธิ์
(๒๐) ยสมทะ = ความเมาในยศ
(๒๑) สีลมทะ = ความเมาในศีล
(๒๒) ฌานมทะ = ความเมาในฌาน
(๒๓) สิปปมทะ = ความเมาในศิลปะ
(๒๔) อาโรหมทะ = ความเมาในความมีทรวดทรงสูง
(๒๕) ปริณาหมทะ = ความเมาในความมีทรวดทรงสันทัด
(๒๖) สัณฐานมทะ = ความเมาในความมีทรวดทรงงาม
(๒๗) ปาริปูริมทะ = ความเมาในความมีร่างกายสมบูรณ์
(๒๘) มทะ = ความเมา
(๒๙) ปมาทะ = ความประมาท
(๓๐) ถัมภะ = ความหัวดื้อ
(๓๑) สารัมภะ = ความแข่งดี
(๓๒) อติริจฉตา = ความอยากได้เกินประมาณ
(๓๓) มหิจฉตา = ความมักมาก
(๓๔) ปาปิจฉตา = ความปรารถนาลามก
(๓๕) สิงคะ = ความยั่วยวน
(๓๖) ตินติณะ = การพูดเกียดกัน
(๓๗) จาปัลยะ = การชอบตกแต่ง
(๓๘) อสภาควุตติ = ความประพฤติไม่เหมาะสม
(๓๙) อรติ = ความไม่ยินดี
(๔๐) ตันที = ความโงกง่วง
(๔๑) วิชัมภิตา = ความบิดกาย
(๔๒) ภัตตสัมมทะ = ความเมาในอาหาร
(๔๓) เจตโสลีนัตตะ = ความหดหู่จิต
(๔๔) กุหนา = ความหลอกลวง
(๔๕) ลปนา = การพูดประจบ
(๔๖) เนมิตติกตา = การทำนิมิต
(๔๗) นิปเปสิกตา = การพูดลบล้างความดีของคนอื่น
(๔๘) ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา =  การแลกเปลี่ยนลาภด้วยลาภ
(๔๙) ความถือตัวว่า เป็นผู้เลิศกว่าเขา
(๕๐) ความถือตัวว่า เป็นผู้เสมอเขา
(๕๑) ความถือตัวว่า เป็นผู้ด้อยกว่าเขา
(๕๒) เป็นผู้เลิศกว่าเขา ถือตัวว่าเลิศกว่าเขา
(๕๓) เป็นผู้เลิศกว่าเขา ถือตัวว่าเสมอเขา
(๕๔) เป็นผู้เลิศกว่าเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา
(๕๕) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าเลิศกว่าเขา
(๕๖) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าเสมอเขา
(๕๗) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา
(๕๘) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา ถือตัวว่าเลิศกว่าเขา
(๕๙) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา ถือตัวว่าเสมอเขา
(๖๐) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา
(๖๑) มานะ = ความถือตัว
(๖๒) อติมานะ = ความดูหมิ่นผู้อื่น
(๖๓) มานาติมานะ = ความเย่อหยิ่งถือตัว
(๖๔) โอมานะ = ความดูหมิ่นตนเอง
(๖๕) อธิมานะ = ความสำคัญว่าได้บรรลุ
(๖๖) อัสมิมานะ = ความสำคัญว่ามีตัวตน
(๖๗) มิจฉามานะ = ความถือตัวผิด
(๖๘) ญาติวิตักกะ = ความตรึกถึงญาติ
(๖๙) ชนปทวิตักกะ = ความตรึกถึงชนบท
(๗๐) อมรวิตักกะ = ความตรึกเพื่อเอาตัวรอด
(๗๑) ปรานุททยตาปฏิสังยุตตวิตักกะ = ความตรึกเกี่ยวด้วยความเอ็นดูผู้อื่น
[ข] เอสนา ๓ เป็นไฉน = เอสนา ๓ คือ
๑. กาเมสนา ๒. ภเวสนา ๓. พรหมจริเยสนา
บรรดาเอสนา ๓ นั้น
(๑) กาเมสนา เป็นไฉน = ความพอใจในกาม ฯลฯ ความหมกมุ่นในกาม นี้เรียกว่า กาเมสนา
(๑.๑) กาเมสนา ได้แก่
ความกำหนัดในกาม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่เป็นอกุศลซึ่งตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับความกำหนัดในกามนั้น นี้เรียกว่า กาเมสนา
(๒) ภเวสนา เป็นไฉน =  ความพอใจในภพ ฯลฯ ความหมกมุ่นในภพ นี้เรียกว่า ภเวสนา
(๒.๑) ภเวสนา เป็นไฉน = ความกำหนัดในภพ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่เป็นอกุศลซึ่งตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับความกำหนัดในภพนั้น นี้เรียกว่า ภเวสนา


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม, ต้นฝ้าย, ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8042
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1335



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #457 เมื่อ: 25, กันยายน, 2569, 07:03:12 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๑๔/๒๗)

(๓) พรหมจริเยสนา เป็นไฉน = ความเห็นว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง ฯลฯ
-> หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกก็ไม่ใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่ ดังนี้
-> ทิฏฐิ ความเห็นผิด ฯลฯ ความยึดถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า พรหมจริเยสนา
(๓.๑) พรหมจริเยสนา เป็นไฉน = ความเห็นที่ถือว่า โลกมีที่สุด กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่เป็นอกุศล ซึ่งตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับความเห็นที่ถือว่าโลกมีที่สุดนั้น นี้เรียกว่า พรหมจริเยสนา
(๗๒) ลาภสักการสิโลกปฏิสังยุตตวิตักกะ = ความตรึกเกี่ยวด้วยลาภสักการะและชื่อเสียง
(๗๓) อนวัญญัตติปฏิสังยุตตวิตักกะ = ความตรึกเกี่ยวด้วยความไม่ต้องการให้ใครดูหมิ่น
เอกกมาติกา จบ
[๒] ทุกมาติกา
(๑) โกธะ = ความโกรธ
-- อุปนาหะ = ความผูกโกรธ
(๒) มักขะ = ความลบหลู่
-- ปลาสะ = ความตีตัวเสมอ
(๓) อิสสา = ความริษยา
-- มัจฉริยะ = ความตระหนี่
(๔) มายา = ความเจ้าเล่ห์
-- สาเถยยะ = ความโอ้อวด
(๕) อวิชชา = ความไม่รู้
-- ภวตัณหา = ความปรารถนาภพ
(๖) ภวทิฏฐิ = ความเห็นว่าเกิดอีก
-- ภเวสนาภวทิฏฐิ = ความเห็นว่าไม่เกิดอีก
(๗) สัสสตทิฏฐิ = ความเห็นว่าเที่ยง
-- อุจเฉททิฏฐิ = ความเห็นว่าขาดสูญ
(๘) อันตวาทิฏฐิ = ความเห็นว่ามีที่สุด
-- อนันตวาทิฏฐิ = ความเห็นว่าไม่มีที่สุด
(๙) ปุพพันตานุทิฏฐิ = ความเห็นปรารภส่วนอดีต)
-- อปรันตานุทิฏฐิ = ความเห็นปรารภส่วนอนาคต
(๑๐) อหิริกะ = ความไม่ละอายต่อการประพฤติทุจริต
-- อโนตตัปปะ = ความไม่สะดุ้งกลัวต่อการประพฤติทุจริต
(๑๑) โทวจัสสตา = ความเป็นผู้ว่ายาก
-- ปาปมิตตตา = ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว
(๑๒) อนัชชวะ = ความไม่ซื่อตรง
-- อมัททวะ = ความไม่อ่อนโยน
(๑๓) อขันติ = ความไม่อดทน
-- อโสรัจจะ = ความไม่เสงี่ยม
(๑๔) อสาขัลยะ = ความไม่มีวาจานิ่มนวล
-- อัปปฏิสันถาระ = ความไม่มีปฏิสันถาร
(๑๕) ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
-- ความไม่รู้จักประมาณในการบริโภค
(๑๖) มุฏฐสัจจะ = ความหลงลืมสติ
--อสัมปชัญญะ = ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ
(๑๗) สีลวิปัตติ = ความวิบัติแห่งศีล
-- ทิฏฐิวิปัตติ = ความวิบัติแห่งทิฏฐิ
(๑๘) อัชฌัตตสัญโญชนะ = สังโยชน์ภายใน
--พหิทธาสัญโญชนะ = สังโยชน์ภายนอก
ทุกมาติกา จบ
[๓] ติกมาติกา
(๑) อกุศลมูล ๓ = รากเหง้าแห่งอกุศล ๓ (โลภะ,โทสะ,โมหะ)
(๒) อกุศลวิตก ๓= ความตรึกที่เป็นอกุศล ๓
-- กามวิตก = ความตรึกในทางกาม เพื่อปรนปรือความอยากของตน
-- พยาบาทวิตก = ความตรึกในทางพยาบาท
-- วิหิงสาวิตก = ความตรึกในทางเบียดเบียน คิดที่จะทำร้าย
(๓) อกุศลสัญญา ๓ = การกำหนดหมายที่เป็นอกุศล ๓
-- กามสัญญา= ความจำ ความคิดถึง รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสที่น่าใคร่
-- พยาบาทสัญญา = ความจำที่เกี่ยวกับความโกรธ ความขัดเคือง หรือการคิดร้าย หมายให้ผู้อื่นพินาศ
-- วิหิงสาสัญญา = ความจำที่อยากจะเบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน
(๔) อกุศลธาตุ ๓ = ธาตุที่เป็นอกุศล ๓
-- ธาตุคือกาม = หรือความตรึกเกี่ยวเนื่องด้วยกาม ความกำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส
-- พยาปาทธาตุ = ธาตุคือความพยาบาท ความคิดร้าย ทำให้เสียหาย
-- วิหิงสาธาตุ = ธาตุคือความเบียดเบียน ความคิดที่จะทำร้ายผู้อื่นให้เดือดร้อน
(๕) ทุจริต ๓ = ความประพฤติชั่ว ๓
-- กายทุจริต = ประพฤติชั่วด้วยกาย: การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ หรือขโมยของผู้อื่น การประพฤติผิดในกาม
--วจีทุจริต = ประพฤติชั่วด้วยวาจา: การพูดเท็จ พูดส่อเสียดให้คนอื่นแตกแยก พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ
--มโนทุจริต = ประพฤติชั่วด้วยใจ: ความโลภความพยาบาทผู้อื่น ความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม (มิจฉาทิฏฐิ)


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8042
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1335



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #458 เมื่อ: 25, กันยายน, 2569, 02:35:50 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๑๕/๒๗)

(๖) อาสวะ ๓ = สภาวะที่หมักดองสันดาน ๓
-- กามาสวะ = อาสวะคือกาม คือความติดใจ, ความกำหนัดในกามคุณ
-- ภวาสวะ = อาสวะคือภพ คือ ความติดใจในภพหรือความยึดติดมั่นหมายในความเป็นตัวตน
-- อวิชชาสวะ =  อาสวะคืออวิชชา คือความไม่รู้จริในอริยสัจ ๔ หรือธรรมชาติของความจริงตามที่เป็นจริง
(๗) สังโยชน์ = กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ ๓
-- กามภพ = ภูมิของสัตว์ที่ยังติดอยู่ในกามคุณ มี ๑๑ภูมิ ได้แก่ อบายภูมิ ๔ (นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย) มนุษย์ ๑ และสวรรค์ ๖
-- รูปภพ = ภูมิของพรหมผู้มีรูป หรือผู้ได้รูปฌานมีทั้งหมด ๑๖ ภูมิ เป็นดินแดนที่จิตสงบประณีตขึ้นและยังหลงเหลือรูปขันธ์
-- อรูปภพ = ภูมิของพรหมที่ไม่มีรูป มีแต่จิตหรือนามธรรม หรือผู้ได้อรูปฌาน มี ๔ ภูมิ
(๘) ตัณหา = ความทะยานอยาก ๓
-- กามตัณหา = ความอยากได้ในกาม อยากได้รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสที่น่าพอใจ
-- ภวตัณหา = ความอยากมีอยากเป็น หรืออยากให้สิ่งที่มีเป็นอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง
-- วิภวตัณหา = ความไม่อยากมีไม่อยากเป็น อยากพรากพ้นจากสิ่งที่ไม่ชอบ หรืออยากให้ดับสูญหายไป
(๙) ตัณหา ๓ อีกนัยหนึ่ง
-- กามตัณหา = ความกำหนัดหรือความอยากได้ในกามธาตุ (ความติดข้องในรูป, เสียง, กลิ่น, รส และสัมผัสทางกาย)
-- รูปตัณหา = ความกำหนัดหรือความอยากได้ในรูปธาตุ (ความยินดีติดใจในรูปฌานหรือรูปภพ)
-- อรูปตัณหา = ความกำหนัดในอรูปธาตุ (ความยินดีติดใจในอรูปฌานหรืออรูปภพ)
(๑๐) ตัณหา ๓ แม้อีกนัยหนึ่ง
-- รูปตัณหา = ความกำหนัดและความทะยานอยากที่ติดใจในรูปธาตุ
-- อรูปตัณหา = ความกำหนัดและความทะยานอยากที่ติดใจในอรูปธาตุ
-- นิโรธตัณหา = ความกำหนัดและความทะยานอยากที่เกี่ยวเนื่องด้วยอุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ อยากให้ดับสูญ)
(๑๑) เอสนา = ความพอใจ ๓
-- กาเมสนา = ความพอใจ ความกำหนัด และความสยบติดในกามคุณทั้ง ๕
-- ภวเอสนา = ความพอใจและความอยากที่จะมีความเกิด หรือความอยากไปเกิดในภพภูมิต่างๆ
-- พรหมจริยเอสนา = การแสวงหาพรหมจรรย์ ความยินดีพอใจที่เป็นไปพร้อมด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิ) หรือยึดติดในลัทธิความเห็นต่างๆ
(๑๒) วิธา ๓
 -- มานะว่าเราเลิศกว่าเขา = การคิดว่าตนเองเก่งกว่าคนอื่น
-- มานะว่าเราเสมอเขา = คิดว่าตนเองมีความสามารถเสมอกับคนอื่น
-- มานะว่าเราด้อยกว่าเขา = การคิดว่าตนเองต่ำต้อยกว่าคนอื่น
(๑๓) ภัย ๓
-- ทุพภิกขภัย คือ ภัยที่เกิดจากข้าวยากหมากแพง ฝนแล้ง ขาดแคลนอาหาร
-- อมนุสสภัย คือ ภัยที่เกิดจากอมนุษย์ ภูตผีปีศาจ หรือสิ่งลี้ลับทำร้ายเบียดเบียน
--โรคภัย (พยาธิภัย) คือ ภัยที่เกิดจากโรคระบาดและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
(๑๔) ตมะ = ความมืด ๓
-- ปรารภอดีตกาล = ความสงสัย และไม่เลื่อมใสในธรรมะที่เกี่ยวกับอดีต
-- ปรารภอนาคตกาล = ความสงสัย และไม่เลื่อมใสในธรรมะที่เกี่ยวกับอนาคต
-- ปรารภปัจจุบันกาล = สงสัย และไม่เลื่อมใสในธรรมะที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
(๑๕) ติตถายตนะ = ถิ่นเกิดของทิฏฐิ ความเห็นผิด
-- ปุพเพกตเหตุวาท (อิศวรนิรมิตวาท) = ความเชื่อว่า สุขหรือทุกข์ทั้งปวง เกิดจากกรรมเก่าเพียงอย่างเดียว
-- อิสสรนิมมานเหตุวาท = ความเชื่อว่า สุขหรือทุกข์ทั้งปวง เกิดจากการบันดาลของเทพเจ้าผู้เป็นใหญ่
-- อเหตุอปัจจยวาท = ความเชื่อว่า สุขหรือทุกข์ทั้งปวง เกิดขึ้นลอยๆ ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย
(๑๖) กิญจนะ = กิเลสเครื่องกังวล ๓
-- ราคกิญจนะ = คือราคะ ความกำหนัด ความอยากได้ ความติดใจในกาม
-- โทสกิญจนะ = คือโทสะ ความขัดเคือง ความโกรธ ความประทุษร้ายในใจ
-- โมหกิญจนะ = คือโมหะ ความหลง ความไม่รู้จริง ความมืดบอดทางปัญญา
(๑๗) อังคณะ = กิเลสเพียงดังเนิน ๓
-- ราคะ = ความกำหนัด ยินดี และความโลภที่ทำให้ใจลุ่มหลง
--โทสะ = ความขัดเคือง ความโกรธ และความประทุษร้ายจิตใจ
--โมหะ= ความหลง ความไม่รู้จริง และความมืดบอดทางปัญญา


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ลิตเติลเกิร์ล

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8042
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1335



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #459 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:12:05 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๑๖/๒๗)

(๑๘) มละ = มลทิน ๓
-- ราคะ = ความกำหนัดยินดี ความโลภ หรือความอยากได้ในกามคุณ
--โทสะ = ความขัดเคืองใจ ความโกรธ หรือความประทุษร้าย
--โมหะ = ความหลง ความไม่รู้แจ้งในอริยสัจจ์
(๑๙) วิสมะ = ความประพฤติไม่สม่ำเสมอ ๓
-- ราคะ = ความกำหนัด ความอยากได้ หรือความโลภ
--โทสะ = ความขัดเคืองใจ หรือความโกรธ
--โมหะ: ความหลง หรือความไม่รู้จริง
(๒๐) วิสมะ ๓ อีกนัยหนึ่ง
--วิสมะทางกาย = ความประพฤติทางกายที่ไม่เรียบร้อย หรือการทำกายทุจริต
--วิสมะทางวาจา = การพูดจาที่ไม่เรียบร้อย หรือการพูดวจีทุจริต
-- วิสมะทางใจ = ความคิดจิตใจที่ไม่เรียบร้อย หรือการคิดมโนทุจริต
(๒๑) อัคคิ ๓ =ไฟ ๓
 --ราคัคคิ (ไฟคือราคะ) = ความกำหนัด ความโลภ ความยินดีและติดใจในกามคุณ
--โทสัคคิ (ไฟคือโทสะ) = ความโกรธ ความขัดเคืองใจ ความพยาบาท อยากปองร้ายผู้อื่น
--โมหัคคิ (ไฟคือโมหะ)= ความหลงความไม่รู้จริงความมืดบอดทางปัญญา
(๒๒) กสาวะ = กิเลสดุจน้ำฝาด ๓
-- ราคะ = ความกำหนัด ความอยากได้ หรือความโลภที่ย้อมใจให้ติดเพลิดเพลิน
--โทสะ = ความขัดเคือง ความโกรธ หรือความประทุษร้ายที่ทำให้จิตใจขุ่นมัว
--โมหะ = ความหลง ความไม่รู้จริง หรือความไม่รู้เท่าทันตามความเป็นจริง
(๒๓) กสาวะ ๓ อีกนัยหนึ่ง
เป็นกิเลสเพียงดังน้ำฝาด ๓ ทาง ดังนี้
-- กายกสาวะ = สิ่งเปรอะเปื้อนหรือกิเลสดุจน้ำฝาดทางกาย (กายทุจริต)
-- วจีกสาวะ = สิ่งเปรอะเปื้อนหรือกิเลสดุจน้ำฝาดทางวาจา (วจีทุจริต)
-- มโนกสาวะ = สิ่งเปรอะเปื้อนหรือกิเลสดุจน้ำฝาดทางใจ (มโนทุจริต)
(๒๔) อัสสาททิฏฐิ = ความเห็นผิดที่ประกอบด้วยความยินดี 
-- อัตตานุทิฏฐิ = ความเห็นผิดว่ามีตัวตน
-- มิจฉาทิฏฐิ = ความเห็นผิด
(๒๕) อรติ = ความไม่ยินดี
-- วิเหสา = ความเบียดเบียน
-- อธรรมจริยา = ความประพฤติไม่เป็นธรรม
(๒๖) โทวจัสสตา = ความเป็นผู้ว่ายาก
-- ปาปมิตตตา = ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว
-- นานัตตสัญญา = สัญญาที่แตกต่างกัน
(๒๗) อุทธัจจะ = ความฟุ้งซ่าน
-- โกสัชชะ = ความเกียจคร้าน
-- ปมาทะ = ความประมาท
(๒๘) อสันตุฏฐิตา = ความไม่สันโดษ
-- อสัมปชัญญตา = ความไม่มีสัมปชัญญะ
-- มหิจฉตา = ความมักมาก
(๒๙) อหิริกะ = ความไม่ละอายต่อการประพฤติทุจริต
-- อโนตตัปปะ = ความไม่สะดุ้งกลัวต่อการประพฤติทุจริต
-- ปมาทะ = ความประมาท
(๓๐) อนาทริยะ = ความไม่เอื้อเฟื้อ
-- โภเวสนาภวทิฏฐิ = ความเห็นว่าไม่เกิดอีก
-- ทวจัสสตา = ความเป็นผู้ว่ายาก
-- ปาปมิตตตา = ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว
(๓๑) อัสสัทธิยะ = ความไม่เชื่อ)
-- อวทัญญุตา = ความเป็นผู้ไม่โอบอ้อมอารี
-- โกสัชชะ =ความเกียจคร้าน
(๓๒) อุทธัจจะ = ความฟุ้งซ่าน
-- อสังวร = ความไม่สำรวม
-- ทุสสีลยะ = ความเป็นผู้ทุศีล
(๓๓) อริยานัง อทัสสนกัมยตา = ความไม่อยากเห็นพระอริยะ
-- สัทธัมมัง อโสตุกัมยตา = ความไม่อยากฟังพระสัทธรรม
--อุปารัมภจิตตตา = ความคิดแข่งดี
(๓๔) มุฏฐัสสัจจะ = ความเป็นผู้มีสติฟั่นเฟือน
-- อสัมปชัญญะ = ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ
-- เจตโสวิกเขปะ = ความฟุ้งซ่านแห่งจิต
(๓๕) อโยนิโสมนสิการ = การไม่พิจารณาโดยแยบคาย
-- กุมมัคคเสวนา = การยึดถือทางผิด
-- เจตโสลีนัตตะ = ความหดหู่จิต
ติกมาติกา จบ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8042
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1335



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #460 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 04:44:57 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๑๗/๒๗)

(๔] จตุกกมาติกา
(๑) อาสวะ = สภาวะที่หมักดองในสันดาน ๔
(๑.๑) กามาสวะ =ความยินดี และความติดใจในกามคุณ ๕ (๑.๒) ภวาสวะ = ความยินดีและความอยากในภพภูมิต่างๆ หรือความอยากให้อยู่ยั่งยืน (๑.๓) ทิฏฐาสวะ = ความเห็นผิด หรือความเชื่อที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง (๑.๔) อวิชชาสวะ = ความไม่รู้จริง หรือความหลงในอริยสัจ ๔
(๒) คันถะ = กิเลสเครื่องร้อยรัดใจ ๔
(๒.๑) อภิชฌากายคันถะ = ความเพ่งเล็งอยากได้ทรัพย์และสมบัติของผู้อื่น หรือติดใจยินดีในสมบัติของตนเอง (๒.๒) พยาปาทกายคันถะ = ความคิดประทุษร้าย ความโกรธ ความขัดเคือง หรือความผูกใจเจ็บ (๒.๓) สีลลัพพัตตปรมาสกายคันถะ = สมณพราหมณ์ภายนอกแต่ศาสนานี้มีความเห็นว่า ความบริสุทธิ์มีได้ด้วยศีลด้วยพรต ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นผิด ฯลฯ ความยึดถือโดยวิปลาสมีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า สีลัพพตปรามาสกายคันถะ (๒.๔) อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ = ความเห็นว่า โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า หรือโลกไม่เที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ฯลฯ
-> ความเห็นว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า
-> ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นผิด ฯลฯ ความยึดถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ
-> เว้นสีลัพพตปรามาสกายคันถะแล้ว มิจฉาทิฏฐิแม้ทั้งหมดชื่อว่าอิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ
(๓) โอฆะ = กิเลสดุจห้วงน้ำ ๔
(๓.๑) กาโมฆะ = ความยินดี พอใจ และติด ในกามคุณ (๓.๒) ภโวฆะ = ความอยาก ความติดใจในภพชาติ หรือความอยากมีอยากเป็น (๓.๓) ทิฏโฐฆะ = ความเห็นผิดจากความเป็นจริง เช่น ความเห็นว่าเที่ยง หรือความเห็นว่าขาดสูญ (๓.๔) อวิชโชฆะ = ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔ ความหลง มืดบอดทางปัญญา
(๔) โยคะ = กิเลสเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ ๔
(๔.๑) กามโยคะ = ความติดใจและยินดีในกามคุณ (๔.๒) ภวโยคะ = ความอยากมีอยากเป็นในภพภูมิต่างๆ (๔.๓) ทิฏฐิโยคะ = ความยึดติดในความเห็นผิด (๔.๔) ทิฏฐิอวิชชาโยคะ = ความไม่รู้จริงในอริยสัจ ๔ หรือความหลง
(๕) อุปาทาน = ความยึดมั่น ๔
(๕.๑) กามุปาทาน = ความยึดมั่นในกาม คือความติดใจ เพลินพอใจในกามคุณ (๕.๒) ทิฏฐุปาทาน = ความยึดมั่นในความเห็น หรือทฤษฎี ลัทธิ ความคิดของตนเองว่าถูกต้องและคนอื่นผิด (๕.๓) สีลัพพตุปาทาน = ความยึดมั่นในศีลและพรต การปฏิบัติหรือข้อวัตร โดยเชื่อว่าจะทำให้บริสุทธิ์หรือหลุดพ้นได้ด้วยวิธีนั้นๆ (๕.๔) อัตตวาทุปาทาน = ความยึดมั่นในวาทะหรือความถือมั่นว่ามีตัวตน (อัตตา) มองเห็นขันธ์ ๕ เป็นตัวตนหรือของตน
(๖) ตัณหุปาทาน = ความยึดมั่นด้วยตัณหา ๔
เมื่อเกิดแก่ภิกษุ ย่อมเกิด (๖.๑) เพราะจีวรเป็นเหตุ  (๖.๒) เพราะบิณฑบาตเป็นเหตุ (๖.๓) เพราะเสนาสนะเป็นเหตุ หรือ (๖.๔) เพราะคิลานปัจจัย(อันมีน้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อ เป็นต้นที่ประณีตและประณีตยิ่ง) ด้วยประการฉะนี้เป็นเหตุ
(๗) อคติคมนะ = การถึงอคติ ๔ คือ ความลำเอียงหรือความไม่เที่ยง ซึ่งส่งผลให้การตัดสินใจหรือการกระทำบิดเบือนไปจากความเป็นจริงและความถูกต้อง
(๗.๑) ฉันทาคติ = ความลำเอียงเพราะความรักใคร่หรือความชอบพอกัน (๗.๒) โทสาคติ = คือ ความลำเอียงเพราะความโกรธ หรือความเกลียดชัง (๗.๓) โมหาคติ = คือ ความลำเอียงเพราะความเขลา ความหลง หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ (๗.๔) ฆภยาคติ = คือ ความลำเอียงเพราะความกลัวหรือความเกรงใจ
(๘) วิปริเยสะ = การแสวงหาผิด ๔ คือ ความเข้าใจผิดเหล่านี้เกิดขยายผลผ่านทาง สัญญา (ความจำหมายรู้), จิต (ความคิด) และ ทิฏฐิ (ความเห็น) ใน ๔ วัตถุธรรม ดังนี้
(๘.๑) อนิจจวิปลาส (ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง) = หมายรู้และเข้าใจว่าสังขารทั้งหลายหรือร่างกายจิตใจมีความยั่งยืน มั่นคง ไม่แปรปรวน ทั้งที่ความจริงมีความเกิด ดับ และเสื่อมสลายไปตลอดเวลา (๘.๒) ทุกขวิปลาส (ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข) = มองเห็นความสุข ความเพลิดเพลินในสิ่งที่เป็นโทษ เป็นความบีบคั้น และเป็นความทุกข์ระทม เช่น การติดอยู่ในกามคุณ (๘.๓) อัตตวิปลาส (ในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน) = ยึดมั่นถือมั่นว่าขันธ์ ๕ หรือสิ่งทั้งปวงเป็นตัวตน เป็นเรา เป็นของเรา สามารถบังคับบัญชาได้ตามใจปรารถนา (๘.๔) สุภวิปลาส (ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม) = มองเห็นความสะอาดสะอ้าน น่าหลงใหล ในสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นของปฏิกูล เปื่อยเน่า และไม่งามโดยธรรมชาติ เช่น ร่างกายมนุษย์
(๙) อนริยโวหาร = โวหารของผู้มิใช่พระอริยะ ๔
(๙.๑) การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าเห็น (๙.๒) การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าได้ฟัง (๙.๓) การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าได้ทราบ (๙.๔) การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าได้รู้
.


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8042
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1335



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #461 เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:28:18 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๑๘/๒๗)

(๑๐) อนริยโวหาร ๔ อีกนัยหนึ่ง
(๑๐.๑) เมื่อเห็น พูดว่าไม่เห็น = การปกปิดสิ่งที่ได้เห็นด้วยตาตนเอง (๑๐.๒) เมื่อได้ยิน พูดว่าไม่ได้ยิน = การปฏิเสธสิ่งที่ได้ฟังหรือได้ยินมา (๑๐.๓) เมื่อรู้ พูดว่าไม่รู้ = การซ่อนเร้นความจริงในสิ่งที่ตนมีความรู้ความเข้าใจ (๑๐.๔) เมื่อรู้แจ้ง พูดว่าไม่รู้แจ้ง = การบิดเบือนปฏิเสธสภาวะที่ตนได้รู้แจ้งหรือประจักษ์ชัด
(๑๑) ทุจริต = ความประพฤติชั่ว ๔ คือ วจีทุจริต ๔
(๑๑.๑) มุสาวาท = การพูดเท็จ พูดโกหก ไม่พูดความจริง (๑๑.๒) ปิสุณวาจา = การพูดส่อเสียด พูดยุยงให้เขาแตกแยกกัน (๑๑.๓) ผรุสวาจา = การพูดคำหยาบคาย ด่าทอ (๑๑.๔) สัมผัปปลาปะ = การพูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระ ไม่มีประโยชน์
(๑๒) ทุจริต ๔ อีกนัยหนึ่ง
(๑๒.๑) กายทุจริต คือ การประพฤติชั่วด้วยกาย (เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม (๑๒.๒) วจีทุจริต คือ การประพฤติชั่วด้วยวาจา (เช่น พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ) (๑๒.๓) มโนทุจริต คือ การประพฤติชั่วด้วยใจ (เช่น โลภอยากได้ของเขา พยาบาทปองร้าย เห็นผิดจากคลองธรรม) (๑๒.๔) มิจฉาทิฐิ คือ การมีความเห็นที่ผิด ไม่ตรงตามความเป็นจริงตามหลักธรรม
(๑๓) ภัย ๔ คือ
(๑๓.๑) ชาติภัย - ภัยที่เกิดเพราะอาศัยชาติ (๑๓.๒) ชราภัย - ภัยที่เกิดเพราะอาศัยชรา (๑๓.๓) พยาธิภัย - ภัยที่เกิดเพราะอาศัยพยาธิ (๑๓.๔) มรณภัย - ภัยที่เกิดเพราะอาศัยความตาย
(๑๔) ภัย ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน
(๑๔.๑) ราชภัย - ภัยเกิดแต่พระราชา (๑๔.๒) โจรภัย - ภัยเกิดแต่โจร (๑๔.๓) อัคคิภัย - ภัยเกิดแต่ไฟ (๑๔.๔) อุทกภัย - ภัยเกิดแต่น้ำท่วม
(๑๕) ภัย ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน
(๑๕.๑) อูมิภัย - ภัยเกิดแต่คลื่น (๑๕.๒) กุมภีลภัย - ภัยเกิดแต่จระเข้ (๑๕.๓) อาวัฏฏภัย - ภัยเกิดแต่น้ำวน (๑๕.๔) สุสุกาภัย - ภัยเกิดแต่ปลาร้าย
(๑๖) ภัย ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน
(๑๖.๑) อัตตานุวาทภัย - ภัยเกิดจากการติเตียนตนเอง (๑๖.๒) ปรานุวาทภัย - ภัยเกิดจากการถูกผู้อื่นติเตียน (๑๖.๓) ทัณฑภัย - ภัยเกิดจากการถูกลงอาชญา (๑๖.๔) ทุคคติภัย - ภัยเกิดจากทุคติ
(๑๗) ทิฏฐิ = ความเห็นผิด ๔
(๑๗.๑) ความเห็นเกิดขึ้นโดยจริงแท้มั่นคงว่า สุขทุกข์ตนทำขึ้นเอง (๑๗.๒) และสุขทุกข์คนอื่นทำให้ (๑๗.๓) ความเห็นเกิดขึ้นโดยจริงแท้มั่นคงว่า สุขทุกข์เป็นสิ่งที่ตนทำขึ้นเองและผู้อื่นทำให้ (๑๗.๔) สุขทุกข์ไม่ใช่ตนเองและผู้อื่นทำให้ แต่เกิดขึ้นเองโดยเฉพาะ       
จตุกกมาติกา จบ
[๕] ปัญจกมาติกา
(๑) โอรัมภาคิยสังโยชน์ = สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕
(๑.๑) สักกายทิฏฐิ = ความเห็นผิดว่าร่างกายและจิตใจนี้เป็นตัวตนของเรา (๑.๒) วิจิกิจฉา = ความลังเล สงสัยในพระรัตนตรัยและในทางปฏิบัติ (๑.๓) สีลัพพตปรามาส = ความยึดมั่นถือมั่นในการปฏิบัติหรือศีลพรตแบบงดงามตามพิธีกรรมโดยไม่เข้าใจความจริง (๑.๔) กามฉันทะ= ความพอใจและติดใจในกามารมณ์ (๑.๕) พยาบาท = ความขัดเคืองใจ ความโกรธ หรือความคิดร้าย
(๒) อุทธัมภาคิยสังโยชน์ = สังโยชน์เบื้องสูง ๕
(๒.๑) รูปราคะ = ความติดใจผูกพันในรูปธรรมหรือรูปฌาน (๒.๒) อรูปราคะ = ความติดใจผูกพันในอรูปธรรมหรืออรูปฌาน (๒.๓) มานะ = ความถือตัว ถือตน ว่าเป็นนั่นเป็นนี่ (๒.๔) อุทธัจจะ = ความฟุ้งซ่านของจิตใจ (๒.๕) อวิชชา = ความไม่รู้จริงในอริยสัจ ๔
(๓) มัจฉริยะ = ความตระหนี่ ๕
(๓.๑) อาวาสมัจฉริยะ = ตระหนี่ที่อยู่หรือหวงถิ่นที่อยู่อาศัย ไม่อยากให้ใครมาใช้ร่วมด้วย (๓.๒) กุลมัจฉริยะ = ตระหนี่ตระกูล หวงแหนในครอบครัวหรือกลุ่มญาติมิตร ไม่อยากให้คนนอกเข้ามาสนิทสนม (๓.๓) ลาภมัจฉริยะ = ตระหนี่ทรัพย์สินเงินทองและข้าวของเครื่องใช้ ไม่อยากแบ่งปันให้ผู้อื่น (๓.๔) วัณณมัจฉริยะ (หรือ วรรณมัจฉริยะ) = ตระหนี่วรรณะ คือตระหนี่คำสรรเสริญหรือความดี ไม่อยากให้คนอื่นได้ดีเท่าตน (๓.๕) ธัมมมัจฉริยะ = ตระหนี่ธรรม หวงแหนความรู้ วิชา หรือคำสอน ไม่อยากถ่ายทอดให้ผู้อื่นรู้ตาม
(๔) สังคะ = กิเลสเครื่องข้อง ๕
(๔.๑) ราคะ = ความกำหนัด ความยินดีพอใจ ความโลภหรือติดใจในอารมณ์และกาม (๔.๒) โทสะ = ความขัดเคือง ความหงุดหงิด ประทุษร้ายจิตใจ (๔.๓) โมหะ = ความหลง ความไม่รู้จริง ความมืดบอดทางปัญญา (๔.๔) มานะ = ความถือตัว ความสำคัญตนว่าดีกว่า เสมอกัน หรือเลวกว่าผู้อื่น (๔.๕) ทิฏฐิ = ความเห็นผิด การยึดถือความเห็นหรือลัทธิเอาเป็นความจริง


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 29 30 [31]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.253 วินาที กับ 108 คำสั่ง
กำลังโหลด...